ความปวดเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตมากที่สุดในผู้ป่วยระยะประคับประคอง แต่ความปวดเป็นสิ่งที่ “จัดการได้” เมื่อเข้าใจถูกวิธี ประเมินอย่างสม่ำเสมอ และดูแลแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ นิทรรศการชุดนี้รวบรวมความรู้ที่ครบถ้วนและลึกซึ้งสำหรับผู้ป่วย ครอบครัว และผู้ดูแล เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าใจและจัดการกับความปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นใจ และปลอดภัย
การดูแลแบบประคับประคอง คือการดูแล “ทั้งคน” ไม่ใช่แค่โรค
หลักการและเป้าหมายของการดูแลแบบประคับประคอง
องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยาม Palliative Care ว่าเป็นแนวทางการดูแลที่ “ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวที่เผชิญกับปัญหาที่คุกคามชีวิต ด้วยการป้องกันและบรรเทาความทุกข์ทรมานผ่านการประเมินและการรักษาความเจ็บปวดและปัญหาอื่น ๆ ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณอย่างครบถ้วนตั้งแต่เนิ่น ๆ” เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การยืดชีวิตให้นานที่สุด[LK1] หรือเร่งการเสียชีวิต แต่คือการทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในทุกขณะที่เหลืออยู่
สิ่งที่ทำให้ Palliative Care แตกต่างจากการรักษาทั่วไปคือ การมองผู้ป่วยในฐานะ “มนุษย์ทั้งคน” ที่มีชีวิต ความฝัน ความสัมพันธ์ และคุณค่าของตนเอง ดังนั้นการดูแลนี้จึงไม่ใช่รักษาแค่ร่างกายเท่านั้น แต่ดูแลแบบองค์รวม โดยดูแลได้ตั้งแต่วันที่ได้รับการวินิจฉัย และดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาหลักตลอดเส้นทาง
แนวคิด Total Pain — ความปวดที่มากกว่าความเจ็บทางกาย
Dame Cicely Saunders ผู้ก่อตั้งขบวนการ Hospice สมัยใหม่ เสนอว่าความปวดในผู้ป่วยระยะท้ายไม่ได้เกิดจากร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของความทุกข์ใน 4 มิติ ที่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างแยกไม่ออก
1. มิติด้านร่างกาย (Physical)
ความทุกข์ทางกายที่พบในผู้ป่วยระยะประคับประคอง ครอบคลุมอาการหลายอย่าง ได้แก่ ความปวด ซึ่งพบได้กว่าร้อยละ 80 ความอ่อนเพลีย ที่ไม่หายแม้พักผ่อนเต็มที่ คลื่นไส้และอาเจียน จากตัวโรคหรือยา หายใจลำบาก ที่ก่อความกลัวอย่างมาก ปัญหาการนอนหลับ และ อาการทางระบบประสาท เช่น ชา อ่อนแรง ทั้งหมดนี้ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะอาการใด ๆ ที่ไม่ได้รับการจัดการ ย่อมส่งผลซ้ำเติมมิติอื่น ๆ ทั้งหมดด้วย
2. มิติด้านจิตใจ (Psychological)
ภาระทางจิตใจมักเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นแต่ส่งผลรุนแรงไม่แพ้อาการทางกาย ความวิตกกังวล เรื่องอนาคตของครอบครัว ภาวะซึมเศร้า พบสูงถึงร้อยละ 25–58 ในผู้ป่วยระยะประคับประคอง ความกลัวความตาย และการสูญเสียอิสรภาพ ความรู้สึกเป็นภาระ แก่คนรัก ซึ่งมักทำให้ผู้ป่วยไม่ยอมบอกอาการที่แท้จริง ดังนั้นทีมดูแลต้องตระหนักว่าสภาพจิตใจที่ดีขึ้นจะช่วยลดการรับรู้ความปวดทางกายได้อย่างชัดเจน
3. มิติด้านสังคม (Social)
การเจ็บป่วยหนักเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมของผู้ป่วยอย่างสิ้นเชิง บทบาทในครอบครัว ที่เคยเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือผู้หาเลี้ยงอาจต้องเปลี่ยนเป็นผู้รับการดูแลอย่างถาวร ภาระทางการเงิน จากค่ารักษาพยาบาลและการสูญเสียรายได้ การแยกตัวทางสังคม และ ความกังวลเรื่องการวางแผนอนาคต เช่น มรดก ธุรกิจ และการดูแลสมาชิกครอบครัวที่ต้องพึ่งพา
4. มิติด้านจิตวิญญาณ (Spiritual)
มิตินี้มักถูกมองข้ามมากที่สุด ผู้ป่วยมักตั้งคำถามถึง ความหมายและคุณค่าของชีวิต เช่น “ทำไมต้องเป็นฉัน” ความต้องการ การให้อภัยและได้รับการอภัย ความปรารถนาที่จะ ทิ้งมรดกชีวิต ไว้ให้คนรุ่นหลัง และการ ทำใจยอมรับความตาย อย่างสงบ ผู้ดูแลที่ใส่ใจมิตินี้จะพบว่าผู้ป่วยมักรายงานความปวดน้อยลงและมีความสงบทางใจมากขึ้น
| “เมื่อร่างกายไม่ปวด ใจจึงมีที่ว่างสำหรับสิ่งสำคัญอื่น ๆ ในชีวิต การจัดการความปวดที่ดีคือประตูบานแรกสู่การดูแลแบบประคับประคองทั้งระบบ” |
บทบาทของทีมสหวิชาชีพในการดูแลแบบประคับประคอง
เพราะ Total Pain ครอบคลุมทุกมิติ การดูแลที่ได้ผลจึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ แพทย์และพยาบาล ดูแลด้านการประเมินอาการทางกายและการจัดการยา นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ จัดการภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล นักสังคมสงเคราะห์ ช่วยด้านสิทธิการรักษา การเงิน และการให้คำปรึกษาและการบำบัดทางสังคม นักกายภาพบำบัด ช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหวและลดปวดโดยไม่ใช้ยา นักโภชนาการ ดูแลเรื่องโภชนาการ และ ผู้ดูแลด้านจิตวิญญาณ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยค้นพบความหมายและความสงบ ทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัวเป็นหน่วยเดียวกัน
ความปวดคืออะไร กลไกการเกิด และประเภทของความปวด
| นิยามสากล — IASP (International Association for the Study of Pain, 2020) “ความปวด คือ ประสบการณ์ทางความรู้สึกและอารมณ์ที่ไม่น่าพึงประสงค์ ซึ่งเกิดร่วมกับหรือมีลักษณะคล้ายการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อจริงหรือเสมือนจริง” ความปวดเป็น ประสบการณ์ส่วนบุคคล ที่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยชีวภาพ จิตใจ และสังคม ความปวดและการรับรู้สัญญาณอันตราย (nociception) เป็นคนละสิ่งกัน และความปวดที่บุคคลรายงาน ถูกต้องและสมควรได้รับการเคารพเสมอ |
ประเภทของความปวดที่พบในผู้ป่วย Palliative Care
- 1. ความปวดจากเนื้อเยื่อ (Nociceptive Pain) — เกิดจากความเสียหายของเนื้อเยื่อโดยตรง แบ่งเป็น Somatic pain (ปวดผิวหนัง กล้ามเนื้อ กระดูก — มักปวดเฉพาะที่ชัดเจน) และ Visceral pain (ปวดจากอวัยวะภายใน — มักตื้อ ๆ ปวดลึก อาจร้าวไปที่อื่น เช่น ปวดตับร้าวไปที่ไหล่ขวา)
- 2. ความปวดจากเส้นประสาท (Neuropathic Pain) — เกิดจากความเสียหายของระบบประสาท มีลักษณะเฉพาะ ได้แก่ แสบร้อนเหมือนถูกไฟลวก ชาเหมือนเข็มทิ่ม หรือเหมือนไฟช็อต พบได้จากมะเร็งกดทับเส้นประสาท หรือผลข้างเคียงจากเคมีบำบัด
- 3. ความปวดผสม (Mixed Pain) — เป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วย Palliative Care ซึ่งมีทั้งความปวดจากเนื้อเยื่อและเส้นประสาทปะปนกัน ทำให้การรักษาต้องใช้ยาหลายกลุ่มควบคู่กัน
- 4. ความปวดจากการรักษา (Treatment-related Pain) — เช่น ปากเปื่อยจากเคมีบำบัด ผิวหนังไหม้จากการฉายแสง หรือปวดแผลผ่าตัด
- 5. Background pain: อาการปวดคงที่ที่ผู้ป่วยต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา สามารถควบคุมได้ด้วยการให้ยาแก้ปวดอย่างสม่ำเสมอตามรอบเวลา (Scheduled medication) เช่น ทุก 4 ชั่วโมง
- 6. ความปวดแบบทะลุทะลวง (Breakthrough Pain) — คืออาการปวดรุนแรงที่เกิดขึ้นฉับพลันเหนือระดับพื้นฐาน แม้จะใช้ยาแก้ปวดประจำอยู่แล้ว พบในผู้ป่วยมะเร็งสูงถึงร้อยละ 60–90 ต้องมียาสำรองไว้เสมอ
กลไกการรับรู้ความปวดและปัจจัยที่มีผล
ความปวดเกิดขึ้นเมื่อสัญญาณอันตรายจากเนื้อเยื่อถูกส่งผ่านเส้นประสาทไปยังไขสันหลังและสมอง แต่กระบวนการนี้ไม่ได้ตรงไปตรงมา เพราะมีปัจจัยมากมายที่ “ปรับ” ความเข้มข้นของสัญญาณก่อนที่สมองจะรับรู้เป็นความปวด
- ปัจจัยที่ทำให้ปวดมากขึ้น: ความกลัว วิตกกังวล และซึมเศร้าเพิ่มการรับรู้ความปวด การนอนไม่หลับสะสมลดเกณฑ์ความทนต่อความปวด ความเหนื่อยล้าและการไม่รู้สาเหตุของความปวดทำให้รับรู้ความปวดได้ง่ายขึ้น
- ปัจจัยที่ลดความปวด: ความรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจควบคุมสถานการณ์ได้ การมีคนเป็นเพื่อนและรับฟัง กิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจ ความเชื่อทางศาสนาหรือจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง และการรู้ว่าความปวดเกิดจากอะไร
- ปรากฏการณ์ Pain Wind-up: หากความปวดไม่ได้รับการจัดการนานพอ ระบบประสาทจะ sensitize ตัวเอง ทำให้สัญญาณที่อ่อนแอก็สามารถก่อให้เกิดความปวดรุนแรงได้ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ต้องจัดการความปวดตั้งแต่เนิ่น ๆ
| ความเข้าใจผิดที่เป็นอันตราย | ความจริงที่ควรรู้และยึดถือ |
| ผู้ป่วยระยะท้ายต้อง “ทนปวด” เป็นเรื่องธรรมดาของโรค | ความปวดส่วนใหญ่ “ควบคุมได้” ด้วยการประเมินและรักษาที่ถูกต้องและทันเวลา |
| ยิ่งปวดมาก ยิ่งแสดงว่าโรคลุกลาม | ระดับความปวดและระยะของโรคไม่ได้สัมพันธ์กันโดยตรงเสมอไป |
| ผู้ป่วยที่บอกว่าปวดบ่อย คือการเรียกร้องความสนใจ | ผู้ป่วยคือผู้เชี่ยวชาญความปวดของตนเอง บุคลากรต้องเชื่อและเคารพสิ่งที่เขาบอก |
| ผู้สูงอายุทนปวดได้ดีกว่าคนหนุ่มสาว | ผู้สูงอายุมักประเมินความปวดต่ำกว่าความเป็นจริง และต้องการการประเมินพิเศษ |
| ถ้ายังยิ้มได้หรือหลับได้ แสดงว่าไม่ได้ปวดมาก | พฤติกรรมภายนอกไม่สามารถบอกระดับความปวดได้ ต้องถามตรง ๆ เสมอ |
| ยาแก้ปวดทำให้ติดยาและเร่งการเสียชีวิต | ยาที่ใช้ถูกต้องตามแผนการรักษา มีความเสี่ยงต่อการติดยาต่ำมาก |
วัดและประเมินความปวดอย่างไรให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเชื่อถือได้
มาตรวัดความปวดที่ใช้ในทางคลินิก
มาตรวัดแบบตัวเลข (Numeric Rating Scale: NRS 0–10) — มาตรวัดที่ใช้บ่อยที่สุด ให้ผู้ป่วยให้คะแนนตั้งแต่ 0 (ไม่ปวดเลย) ถึง 10 (ปวดที่สุดเท่าที่เคยเป็น) การแบ่งระดับ: 1–3 เล็กน้อย, 4–6 ปานกลาง, 7–9 มาก, 10 รุนแรงที่สุด เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เข้าใจตัวเลขและสื่อสารได้ดี เป็นมาตรฐานที่ทีมดูแลทุกคนใช้ร่วมกัน

มาตรวัดแบบสีหน้า (Faces Pain Scale / Wong-Baker FACES) — ใช้รูปสีหน้าตั้งแต่ยิ้มแย้มจนถึงร้องไห้ เหมาะสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการรับรู้ ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมระดับเบา และผู้ที่สื่อสารด้วยตัวเลขลำบาก

สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรายงานความปวดด้วยตัวเองได้เลย ประเมินจาก 5 ด้าน ได้แก่ (1) การหายใจ (2) เสียงที่เปล่งออกมา (3) สีหน้า (4) ภาษากาย และ (5) ความสามารถในการปลอบโยน แต่ละด้านให้คะแนน 0–2 รวมสูงสุด 10 คะแนน
ประเมินผลกระทบของความปวดต่อชีวิตประจำวัน
นอกจากระดับความปวด สิ่งที่ต้องประเมินคือความปวดส่งผลต่อชีวิตอย่างไร สิ่งที่ต้องประเมิน ได้แก่ การนอนหลับ — หลับยาก ตื่นกลางดึก หรือนอนแทบไม่ได้ การกิน — ไม่อยากอาหาร กลืนเจ็บ หรือน้ำหนักลด การเคลื่อนไหว — ลุกนั่งลำบาก เดินไม่ได้ อารมณ์และความสัมพันธ์ — หงุดหงิดง่าย ไม่อยากพูดคุย และ สมาธิและความคิด — ไม่สามารถโฟกัสสิ่งใดได้
ความถี่ในการประเมินที่เหมาะสม
- ผู้ป่วยความปวดเล็กน้อย (NRS 1–3): ประเมินทุก 8–12 ชั่วโมง หรือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงอาการ
- ผู้ป่วยความปวดปานกลาง (NRS 4–6): ประเมินทุก 4–8 ชั่วโมง และสังเกตต่อเนื่อง
- ผู้ป่วยความปวดมาก (NRS 7–10): ประเมินทุก 1–2 ชั่วโมง หรือบ่อยกว่านั้นจนกว่าจะควบคุมได้
- หลังให้ยาแก้ปวด: ยาฉีดใต้ผิวหนัง ประเมินซ้ำใน 30 นาที ยาฉีดเข้าเส้นเลือด ประเมินซ้ำใน 15 นาที ยากิน ประเมินซ้ำใน 1–2 ชั่วโมง
- เมื่ออาการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน: ประเมินทันที ความปวดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสาเหตุชัดเจนอาจบ่งบอกถึงภาวะฉุกเฉิน
- ทุกครั้งที่มีอาการเปลี่ยนแปลง: บันทึกและเปรียบเทียบกับครั้งก่อน ถ้าความปวดดีขึ้นคงแผนไว้ ถ้าแย่ลงต้องมีการปรับปรือเปลี่ยนยา
| หลักการสำคัญ: ความปวดเป็น “ประสบการณ์ส่วนบุคคล” ที่ไม่มีใครรู้ดีกว่าผู้ป่วยเอง การยอมรับคำบอกเล่าของผู้ป่วยโดยไม่ตั้งคำถามหรือตัดสิน คือหัวใจสำคัญที่สุดของการประเมินความปวด บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนมีหน้าที่เชื่อและตอบสนองต่อรายงานความปวดของผู้ป่วยทุกราย โดยไม่ขึ้นกับอายุ เพศ หรือภูมิหลัง |
บันไดยาแก้ปวด WHO การเลือกใช้ยา และการดูแลผลข้างเคียงอย่างถูกต้องปลอดภัย
การจัดการด้วยยา | Pharmacological Management
บันไดยาแก้ปวด 3 ขั้นขององค์การอนามัยโลก (WHO Analgesic Ladder)
| ขั้นที่ | ระดับความปวด | ยาหลัก รายชื่อ ขนาด และข้อควรระวัง |
| ขั้นที่ 1 | เล็กน้อย(NRS 1–3) | ยาแก้ปวดพื้นฐาน (Non-Opioid Analgesics) – พาราเซตามอล – NSAIDs เช่น Ibuprofen หรือ Diclofenac เหมาะสำหรับความปวดจากการอักเสบ แต่ต้องระวังผลข้างเคียงต่อไตและกระเพาะอาหาร ยากลุ่มนี้ยังคงใช้ต่อเนื่องในทุกขั้นตอน ไม่หยุดแม้จะเพิ่มยาขั้นสูงขึ้น |
| ขั้นที่ 2 | ปานกลาง(NRS 4–6) | ยากลุ่มโอปิออยด์ฤทธิ์อ่อน (Weak Opioids) – ทรามาดอล (Tramadol) ระวังในผู้ป่วยโรคลมชัก | -โคเดอีน (Codeine) ผลข้างเคียงท้องผูก ใช้เมื่อยาขั้นที่ 1 ไม่เพียงพอ โดยยังคงยาขั้นที่ 1 ไว้เป็นพื้นฐาน |
| ขั้นที่ 3 | รุนแรง(NRS 7–10) | ยากลุ่มโอปิออยด์ฤทธิ์แรง (Strong Opioids) – มอร์ฟีน (Morphine) ปรับขึ้นตามการตอบสนอง – ออกซีโคโดน (Oxycodone) ฤทธิ์ประมาณ 1.5 เท่าของมอร์ฟีน – เฟนทานิล (Fentanyl) แผ่นแปะผิวหนัง เปลี่ยนทุก 72 ชม. เหมาะเมื่อกลืนยาไม่ได้ |
ยาเสริม (Adjuvant Analgesics)
ใช้ร่วมกับยาแก้ปวดหลักสำหรับความปวดเฉพาะลักษณะ:
- ยากันชัก — Gabapentin หรือ Pregabalin สำหรับความปวดจากเส้นประสาท
- ยาต้านซึมเศร้า — Amitriptyline สำหรับความปวดแบบแสบร้อนหรือชา
- Corticosteroids — Dexamethasone ลดการอักเสบและกดทับเส้นประสาท
- Ketamine — ขนาดต่ำ (Sub-anesthetic) สำหรับความปวดที่ดื้อต่อโอปิออยด์
- Bisphosphonates — สำหรับความปวดจากการแพร่กระจายของโรคสู่กระดูก
การดูแลและป้องกันผลข้างเคียงของยาโอปิออยด์
- ท้องผูก — พบในเกือบทุกราย ไม่หายเองตามเวลา ต้องให้ยาระบาย เช่น Senna + Lactulose ตั้งแต่วันแรก พร้อมดื่มน้ำมาก ๆ
- คลื่นไส้อาเจียน — พบในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก ให้ยาแก้คลื่นไส้ เช่น Metoclopramide หรือ Haloperidol ขนาดต่ำ มักดีขึ้นเองเมื่อร่างกายปรับตัว
- ง่วงซึมและมึนงง — มักดีขึ้นภายใน 2–3 วัน ระวังอุบัติเหตุจากการพลัดตก หากยังคงอยู่อาจต้องลดขนาดยาหรือเปลี่ยนชนิดยา
- การกดระบบหายใจ (Respiratory Depression) — ภาวะฉุกเฉิน อาการคือหายใจช้ากว่า 8 ครั้ง/นาที ง่วงซึมมาก แก้ไขด้วย Naloxone 0.1–0.4 มก. ฉีดเข้าเส้นเลือด ทำซ้ำทุก 2–3 นาทีจนกว่าจะดีขึ้น
ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์
| ความเข้าใจผิด | ความจริง |
| ใช้แล้วติดยาเสมอ | ความเสี่ยงติดยาในผู้ป่วยที่ใช้ตามแผนการรักษาต่ำกว่าร้อยละ 1 ใน Palliative context |
| เป็นยาเฉพาะ “ระยะสุดท้าย” เท่านั้น | ใช้ได้เมื่อ NRS 4+ โดยไม่ขึ้นกับระยะของโรค |
| ยิ่งใช้มาก ยิ่งตายเร็วขึ้น | งานวิจัยพบว่าการควบคุมความปวดดีช่วยยืดชีวิตและเพิ่มคุณภาพชีวิต |
| ต้องรอให้ปวดมากก่อนค่อยให้ยา | ยา ATC (around-the-clock) ได้ผลดีกว่า PRN (เมื่อปวด) อย่างมีนัยสำคัญ |
บันไดยาแก้ปวด 3 ขั้นขององค์การอนามัยโลก (WHO Analgesic Ladder)
| ขั้นที่ | ระดับความปวด | ยาหลัก รายชื่อ ขนาด และข้อควรระวัง |
| ขั้นที่ 1 | เล็กน้อย(NRS 1–3) | ยาแก้ปวดพื้นฐาน (Non-Opioid Analgesics) – พาราเซตามอล – NSAIDs เช่น Ibuprofen หรือ Diclofenac เหมาะสำหรับความปวดจากการอักเสบ แต่ต้องระวังผลข้างเคียงต่อไตและกระเพาะอาหาร ยากลุ่มนี้ยังคงใช้ต่อเนื่องในทุกขั้นตอน ไม่หยุดแม้จะเพิ่มยาขั้นสูงขึ้น |
| ขั้นที่ 2 | ปานกลาง(NRS 4–6) | ยากลุ่มโอปิออยด์ฤทธิ์อ่อน (Weak Opioids) – ทรามาดอล (Tramadol) ระวังในผู้ป่วยโรคลมชัก | -โคเดอีน (Codeine) ผลข้างเคียงท้องผูก ใช้เมื่อยาขั้นที่ 1 ไม่เพียงพอ โดยยังคงยาขั้นที่ 1 ไว้เป็นพื้นฐาน |
| ขั้นที่ 3 | รุนแรง(NRS 7–10) | ยากลุ่มโอปิออยด์ฤทธิ์แรง (Strong Opioids) – มอร์ฟีน (Morphine) ปรับขึ้นตามการตอบสนอง – ออกซีโคโดน (Oxycodone) ฤทธิ์ประมาณ 1.5 เท่าของมอร์ฟีน – เฟนทานิล (Fentanyl) แผ่นแปะผิวหนัง เปลี่ยนทุก 72 ชม. เหมาะเมื่อกลืนยาไม่ได้ |
ยาเสริม (Adjuvant Analgesics)
ใช้ร่วมกับยาแก้ปวดหลักสำหรับความปวดเฉพาะลักษณะ:
- ยากันชัก — Gabapentin หรือ Pregabalin สำหรับความปวดจากเส้นประสาท
- ยาต้านซึมเศร้า — Amitriptyline สำหรับความปวดแบบแสบร้อนหรือชา
- Corticosteroids — Dexamethasone ลดการอักเสบและกดทับเส้นประสาท
- Ketamine — ขนาดต่ำ (Sub-anesthetic) สำหรับความปวดที่ดื้อต่อโอปิออยด์
- Bisphosphonates — สำหรับความปวดจากการแพร่กระจายของโรคสู่กระดูก
การดูแลและป้องกันผลข้างเคียงของยาโอปิออยด์
- ท้องผูก — พบในเกือบทุกราย ไม่หายเองตามเวลา ต้องให้ยาระบาย เช่น Senna + Lactulose ตั้งแต่วันแรก พร้อมดื่มน้ำมาก ๆ
- คลื่นไส้อาเจียน — พบในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก ให้ยาแก้คลื่นไส้ เช่น Metoclopramide หรือ Haloperidol ขนาดต่ำ มักดีขึ้นเองเมื่อร่างกายปรับตัว
- ง่วงซึมและมึนงง — มักดีขึ้นภายใน 2–3 วัน ระวังอุบัติเหตุจากการพลัดตก หากยังคงอยู่อาจต้องลดขนาดยาหรือเปลี่ยนชนิดยา
- การกดระบบหายใจ (Respiratory Depression) — ภาวะฉุกเฉิน อาการคือหายใจช้ากว่า 8 ครั้ง/นาที ง่วงซึมมาก แก้ไขด้วย Naloxone 0.1–0.4 มก. ฉีดเข้าเส้นเลือด ทำซ้ำทุก 2–3 นาทีจนกว่าจะดีขึ้น
ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์
| ความเข้าใจผิด | ความจริง |
| ใช้แล้วติดยาเสมอ | ความเสี่ยงติดยาในผู้ป่วยที่ใช้ตามแผนการรักษาต่ำกว่าร้อยละ 1 ใน Palliative context |
| เป็นยาเฉพาะ “ระยะสุดท้าย” เท่านั้น | ใช้ได้เมื่อ NRS 4+ โดยไม่ขึ้นกับระยะของโรค |
| ยิ่งใช้มาก ยิ่งตายเร็วขึ้น | งานวิจัยพบว่าการควบคุมความปวดดีช่วยยืดชีวิตและเพิ่มคุณภาพชีวิต |
| ต้องรอให้ปวดมากก่อนค่อยให้ยา | ยา ATC (around-the-clock) ได้ผลดีกว่า PRN (เมื่อปวด) อย่างมีนัยสำคัญ |
บันไดยาแก้ปวด WHO การเลือกใช้ยา และการดูแลผลข้างเคียงอย่างถูกต้องปลอดภัย
บันไดยาแก้ปวด 3 ขั้นขององค์การอนามัยโลก (WHO Analgesic Ladder)
| ขั้นที่ | ระดับความปวด | ยาหลัก รายชื่อ ขนาด และข้อควรระวัง |
| ขั้นที่ 1 | เล็กน้อย(NRS 1–3) | ยาแก้ปวดพื้นฐาน (Non-Opioid Analgesics) – พาราเซตามอล – NSAIDs เช่น Ibuprofen หรือ Diclofenac เหมาะสำหรับความปวดจากการอักเสบ แต่ต้องระวังผลข้างเคียงต่อไตและกระเพาะอาหาร ยากลุ่มนี้ยังคงใช้ต่อเนื่องในทุกขั้นตอน ไม่หยุดแม้จะเพิ่มยาขั้นสูงขึ้น |
| ขั้นที่ 2 | ปานกลาง(NRS 4–6) | ยากลุ่มโอปิออยด์ฤทธิ์อ่อน (Weak Opioids) – ทรามาดอล (Tramadol) ระวังในผู้ป่วยโรคลมชัก | -โคเดอีน (Codeine) ผลข้างเคียงท้องผูก ใช้เมื่อยาขั้นที่ 1 ไม่เพียงพอ โดยยังคงยาขั้นที่ 1 ไว้เป็นพื้นฐาน |
| ขั้นที่ 3 | รุนแรง(NRS 7–10) | ยากลุ่มโอปิออยด์ฤทธิ์แรง (Strong Opioids) – มอร์ฟีน (Morphine) ปรับขึ้นตามการตอบสนอง – ออกซีโคโดน (Oxycodone) ฤทธิ์ประมาณ 1.5 เท่าของมอร์ฟีน – เฟนทานิล (Fentanyl) แผ่นแปะผิวหนัง เปลี่ยนทุก 72 ชม. เหมาะเมื่อกลืนยาไม่ได้ |
ยาเสริม (Adjuvant Analgesics)
ใช้ร่วมกับยาแก้ปวดหลักสำหรับความปวดเฉพาะลักษณะ:
- ยากันชัก — Gabapentin หรือ Pregabalin สำหรับความปวดจากเส้นประสาท
- ยาต้านซึมเศร้า — Amitriptyline สำหรับความปวดแบบแสบร้อนหรือชา
- Corticosteroids — Dexamethasone ลดการอักเสบและกดทับเส้นประสาท
- Ketamine — ขนาดต่ำ (Sub-anesthetic) สำหรับความปวดที่ดื้อต่อโอปิออยด์
- Bisphosphonates — สำหรับความปวดจากการแพร่กระจายของโรคสู่กระดูก
การดูแลและป้องกันผลข้างเคียงของยาโอปิออยด์
- ท้องผูก — พบในเกือบทุกราย ไม่หายเองตามเวลา ต้องให้ยาระบาย เช่น Senna + Lactulose ตั้งแต่วันแรก พร้อมดื่มน้ำมาก ๆ
- คลื่นไส้อาเจียน — พบในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก ให้ยาแก้คลื่นไส้ เช่น Metoclopramide หรือ Haloperidol ขนาดต่ำ มักดีขึ้นเองเมื่อร่างกายปรับตัว
- ง่วงซึมและมึนงง — มักดีขึ้นภายใน 2–3 วัน ระวังอุบัติเหตุจากการพลัดตก หากยังคงอยู่อาจต้องลดขนาดยาหรือเปลี่ยนชนิดยา
- การกดระบบหายใจ (Respiratory Depression) — ภาวะฉุกเฉิน อาการคือหายใจช้ากว่า 8 ครั้ง/นาที ง่วงซึมมาก แก้ไขด้วย Naloxone 0.1–0.4 มก. ฉีดเข้าเส้นเลือด ทำซ้ำทุก 2–3 นาทีจนกว่าจะดีขึ้น
ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์
| ความเข้าใจผิด | ความจริง |
| ใช้แล้วติดยาเสมอ | ความเสี่ยงติดยาในผู้ป่วยที่ใช้ตามแผนการรักษาต่ำกว่าร้อยละ 1 ใน Palliative context |
| เป็นยาเฉพาะ “ระยะสุดท้าย” เท่านั้น | ใช้ได้เมื่อ NRS 4+ โดยไม่ขึ้นกับระยะของโรค |
| ยิ่งใช้มาก ยิ่งตายเร็วขึ้น | งานวิจัยพบว่าการควบคุมความปวดดีช่วยยืดชีวิตและเพิ่มคุณภาพชีวิต |
| ต้องรอให้ปวดมากก่อนค่อยให้ยา | ยา ATC (around-the-clock) ได้ผลดีกว่า PRN (เมื่อปวด) อย่างมีนัยสำคัญ |
วิธีจัดการความปวดโดยไม่ใช้ยา และแนวทางผู้ดูแลที่บ้านอย่างยั่งยืน
วิธีจัดการความปวดทางกายโดยไม่ใช้ยา
1. การประคบร้อนและเย็น — การประคบร้อน (Heat Therapy) ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตึงตัว เพิ่มการไหลเวียนเลือด และลดความปวดจากกล้ามเนื้อและข้อต่อเรื้อรัง เหมาะสำหรับความปวดจากกล้ามเนื้อเกร็งและข้อเสื่อม การประคบเย็น (Cold Therapy) ช่วยลดการอักเสบเฉียบพลัน อาการบวม และปวดจากการบาดเจ็บใหม่ ๆ ใช้ครั้งละ 15–20 นาที ห้ามวางโดยตรงบนผิวหนังเพื่อป้องกันผิวไหม้ หากผิวหนังชาหรือไม่มีความรู้สึก ห้ามใช้วิธีนี้เด็ดขาด
2. การฝึกหายใจและการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ — เทคนิคการหายใจช้าและลึก เช่น หายใจเข้านับ 4 กลั้น 4 หายใจออกนับ 4 ช่วยกระตุ้น parasympathetic nervous system ลดความตึงเครียด ลดการรับรู้ความปวด และลดความวิตกกังวล การผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบก้าวหน้า (Progressive Muscle Relaxation) คือการเกร็งและคลายกล้ามเนื้อทีละส่วนตั้งแต่เท้าจนถึงศีรษะ ทำได้วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 15–20 นาที
3. การนวดและการสัมผัสบำบัด (Touch Therapy) — การสัมผัสอย่างอ่อนโยนและนวดเบา ๆ กระตุ้นการหลั่ง endorphin และ oxytocin ตามธรรมชาติ ซึ่งลดความปวดและสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์ระหว่างผู้ป่วยกับผู้ดูแล ควรเริ่มจากบริเวณที่ไม่เจ็บปวดก่อน ใช้แรงเบา และให้ผู้ป่วยบอกได้ตลอดเวลาหากไม่สบาย
4. ดนตรีบำบัดและศิลปกรรมบำบัด — เพลงที่ผู้ป่วยชื่นชอบช่วยเบี่ยงเบนความสนใจ ลดความวิตกกังวล และกระตุ้นความทรงจำที่ดี งานวิจัยพบว่าดนตรีบำบัดช่วยลดการรับรู้ความปวดได้อย่างมีนัยสำคัญ ศิลปะบำบัดช่วยให้ผู้ป่วยแสดงอารมณ์ที่ไม่สามารถพูดเป็นคำได้ และสร้างความรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าและความสามารถ
5. การปรับสิ่งแวดล้อมและตำแหน่งร่างกาย — ห้องนอนที่เงียบสงบ อุณหภูมิพอดี แสงไม่จ้า ช่วยลดความตึงเครียดและเสริมประสิทธิภาพของยา การจัดตำแหน่งร่างกายที่ถูกต้องลดการกดทับจุดเจ็บ ใช้หมอนรองจุดสำคัญ เช่น ข้อเท้า หัวเข่า และสะโพก ควรเปลี่ยนท่าทุก 2 ชั่วโมงในผู้ป่วยที่นอนอยู่กับที่
6. การฝังเข็มและการแพทย์ทางเลือก — มีหลักฐานระดับปานกลางถึงดีว่าการฝังเข็มช่วยลดความปวดจากมะเร็ง โดยเฉพาะปวดหลัง ปวดคอ ปวดศีรษะ และปวดข้อ ควรปรึกษาทีมดูแลก่อนเริ่มใช้ และห้ามใช้แทนยาที่แพทย์สั่งโดยเด็ดขาด
แนวทางสำหรับผู้ดูแลที่บ้าน — สังเกต เข้าใจ และช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ
- สังเกตอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง — สังเกตสีหน้า ท่าทาง เสียง และพฤติกรรมที่บ่งบอกความปวด แม้ผู้ป่วยจะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ สัญญาณที่ต้องสังเกต ได้แก่ การขมวดคิ้ว ซีดเซียว มือกำ ไม่อยากอาหาร นอนไม่หลับ หงุดหงิดผิดปกติ โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาการสื่อสาร
- จดบันทึกอาการอย่างละเอียด — บันทึกเวลาที่ปวด ระดับความปวด NRS ตำแหน่ง ลักษณะ และสิ่งที่ทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลง รวมถึงบันทึกยาที่ให้ เวลาที่ให้ และผลที่ได้รับ ข้อมูลเหล่านี้มีค่ามากสำหรับทีมแพทย์ในการปรับแผนการรักษาให้แม่นยำ
- ให้ยาตรงเวลาและถูกต้อง — ให้ยาตามแผนการรักษาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่หยุดยาเองหรือปรับขนาดโดยไม่ปรึกษาทีมดูแลก่อน เก็บยาให้พ้นมือเด็ก และตรวจสอบวันหมดอายุของยาสม่ำเสมอ
- สร้างบรรยากาศและอยู่เป็นเพื่อน — การมีคนที่รักอยู่ใกล้ชิด รับฟังอย่างตั้งใจ และสัมผัสอย่างอ่อนโยน ช่วยลดการรับรู้ความปวดได้จริงตามหลักวิทยาศาสตร์ หลีกเลี่ยงการแสดงความเครียดหรือกังวลมากเกินไปต่อหน้าผู้ป่วย เพราะจะเพิ่มความวิตกกังวลของเขา
- รู้จักข้อจำกัดของตัวเองและขอความช่วยเหลือ — การดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองเป็นงานที่หนักและเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ผู้ดูแลที่เหนื่อยเกินไปจะดูแลผู้ป่วยได้ไม่มีประสิทธิภาพ ควรพักผ่อนอย่างเพียงพอ ขอให้คนในครอบครัวผลัดเปลี่ยนกัน และปรึกษาทีมสุขภาพเมื่อรู้สึกว่าตนเองรับมือไม่ไหว
- รู้ว่าต้องติดต่อทีมดูแลเมื่อไร — ควรติดต่อทีมดูแลทันทีเมื่อ: ความปวดเพิ่มขึ้นกะทันหันหรือรุนแรงเกินระดับปกติ ยาที่ให้ไม่ได้ผลภายในระยะเวลาที่ควรจะได้ผล ผู้ป่วยมีอาการใหม่เกิดขึ้น มีอาการหายใจผิดปกติ ชัก หรือหมดสติ อย่ารอให้ถึงนัดครั้งต่อไปในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง
| “ไม่มีใครต้องทนทุกข์กับความปวดเพียงลำพัง ปรึกษาทีมดูแลแบบประคับประคองได้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน โรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน การจัดการความปวดที่ดีคือสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ป่วยทุกคน” |







