โรคกระดูกพรุนคือภาวะที่เนื้อกระดูกบางลงและโครงสร้างภายในกระดูกเสื่อม ทำให้กระดูกเปราะและหักง่าย แม้เพียงล้มจากท่ายืน ตำแหน่งที่หักบ่อย ได้แก่ กระดูกสันหลัง สะโพก ข้อมือ และต้นแขน สิ่งที่ทำให้โรคนี้ได้ชื่อว่า “ภัยเงียบ” คือ มักไม่มีอาการใด ๆ จนกว่ากระดูกจะหัก หลายคนจึงรู้สึกว่าตัวเองยังแข็งแรงดี ทั้งที่กระดูกเริ่มเปราะบางแล้ว

ตัวเลขที่ควรรู้
● กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุเป็นเรื่องร้ายแรง ข้อมูลจากหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยพบว่า ผู้ป่วยราวร้อยละ 14–28 เสียชีวิตภายใน 1 ปีหลังกระดูกสะโพกหัก และอีกไม่น้อยกลับมาเดินได้ไม่เหมือนเดิม
● หักครั้งแรก เสี่ยงหักซ้ำ ความเสี่ยงสูงที่สุดในช่วง 1–2 ปีแรกหลังกระดูกหัก และประมาณครึ่งหนึ่งของการหักซ้ำทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้
● กระดูกสันหลังยุบส่วนใหญ่ไม่มีใครรู้ ประมาณ 2 ใน 3 ของกระดูกสันหลังยุบไม่ได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่มีอาการชัดเจน และข้อมูลในประเทศไทยพบกระดูกสันหลังยุบแบบไม่มีอาการในหญิงวัยหมดประจำเดือนค่อนข้างมาก
● ช่องว่างของการรักษา ข้อมูลจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในไทยพบว่า เมื่อผ่านไป 1 ปีหลังกระดูกสะโพกหัก มีผู้ป่วยเพียงประมาณ 1 ใน 3 ที่ได้รับยารักษาโรคกระดูกพรุน
ใครบ้างที่ควรใส่ใจสุขภาพกระดูกเป็นพิเศษ?
โรคกระดูกพรุนเกิดได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ผู้ชายไม่ควรคิดว่าตัวเองไม่เสี่ยง เพราะเมื่อกระดูกหักแล้ว ผู้ชายมักได้รับการตรวจและรักษาน้อยกว่าผู้หญิง นอกจากอายุที่มากขึ้นและการหมดประจำเดือนแล้ว ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่ ผอมหรือน้ำหนักตัวน้อย รับประทานโปรตีน แคลเซียม และวิตามินดีไม่เพียงพอ ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ใช้ยาต้านฮอร์โมนในการรักษามะเร็งเต้านมหรือมะเร็งต่อมลูกหมาก และมีโรคที่ส่งผลต่อกระดูก เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคต่อมไทรอยด์หรือพาราไทรอยด์ทำงานเกิน โรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน หรือโรคที่ทำให้ลำไส้ดูดซึมอาหารได้ไม่ดี

เช็กตัวเองเบื้องต้น
มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยแนะนำให้ผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไปประเมินความเสี่ยงด้วยตนเอง หากพบปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 1 ข้อ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม ตัวอย่างข้อสังเกต ได้แก่
✅ ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป
✅ เคยกระดูกหักจากการล้มเบา ๆ หลังอายุ 50 ปี
✅ ตัวเตี้ยลงตั้งแต่ 4 ซม. หรือหลังค่อมมากขึ้น
✅ ผอม (ดัชนีมวลกายน้อยกว่า 20) สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่ 3 ดื่มมาตรฐานต่อวัน
✅ พ่อหรือแม่เคยกระดูกสะโพกหัก
✅ ใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือมีโรค/ยาที่ส่งผลต่อกระดูก
✅ หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี
รายการนี้เป็นตัวอย่างข้อสังเกตเบื้องต้น ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรค การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้แปลว่าเป็นโรคแล้ว
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
ตัวเตี้ยลงตั้งแต่ 4 ซม. ขึ้นไปเมื่อเทียบกับส่วนสูงสูงสุดที่เคยมี หลังค่อมมากขึ้น ปวดหลังขึ้นมาทันทีหลังยกของ ไอ จาม หรือล้มเบา ๆ ซึ่งอาจเกิดจากกระดูกสันหลังยุบ และที่สำคัญที่สุดคือ กระดูกหักจากการล้มในระดับยืนหรือต่ำกว่าหลังอายุ 50 ปี ทั้งนี้ อาการปวดหลังเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคกระดูกพรุนเสมอไป แต่ควรให้แพทย์ประเมิน
กระดูกหักครั้งแรก คือ “สัญญาณเตือน” ที่ต้องรีบจัดการ
หลายคนเข้าใจว่าเมื่อผ่าตัดหรือใส่เฝือกจนกระดูกติดแล้วก็ถือว่าจบ แต่ความจริงแล้ว กระดูกที่หักจากอุบัติเหตุเล็กน้อยกำลังบอกว่า กระดูกทั่วร่างกายเปราะบาง และช่วง 1–2 ปีหลังจากนั้นคือช่วงที่เสี่ยงหักซ้ำสูงที่สุด แนวทางเวชปฏิบัติปัจจุบันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศจึงเน้นให้ เริ่มรักษาโรคกระดูกพรุนโดยเร็วหลังกระดูกหัก ไม่ควรรอ
ปัจจุบันโรงพยาบาลหลายแห่งมีระบบ “ทีมป้องกันกระดูกหักซ้ำ” (Fracture Liaison Service) ที่แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด และทีมสหวิชาชีพทำงานร่วมกัน เพื่อตรวจประเมิน เริ่มการรักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพ และติดตามผู้ป่วยต่อเนื่อง ซึ่งงานวิจัยพบว่าช่วยลดโอกาสเกิดกระดูกหักซ้ำได้ แนวทางเวชปฏิบัติของไทยจึงแนะนำให้มีระบบการดูแลลักษณะนี้
เคล็ดลับสำหรับครอบครัว: หากคุณหรือคนในครอบครัวเคยกระดูกหักหลังอายุ 50 ปี แม้กระดูกจะติดดีแล้ว ลองถามแพทย์ว่า “ตรวจและรักษาโรคกระดูกพรุนแล้วหรือยัง?” คำถามเดียวนี้อาจช่วยป้องกันการหักครั้งต่อไปได้

รู้ความเสี่ยงก่อนกระดูกหัก ด้วยการประเมินที่เหมาะสม
แพทย์จะซักประวัติสุขภาพ ยาที่ใช้ ประวัติกระดูกหัก และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ร่วมกับการตรวจร่างกายและวัดส่วนสูง อาจใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงกระดูกหัก FRAX ซึ่งมีแบบจำลองสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ และพิจารณาตรวจความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่อง DXA ตามความเหมาะสม การตรวจนี้ใช้รังสีปริมาณต่ำ ไม่เจ็บ ใช้เวลาไม่นาน และมักตรวจที่กระดูกสันหลังส่วนเอวและสะโพก ในบางรายแพทย์อาจถ่ายภาพกระดูกสันหลังเพิ่มเติมเพื่อค้นหากระดูกสันหลังยุบที่ไม่มีอาการ และตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุอื่นที่ทำให้กระดูกบาง เช่น ระดับแคลเซียม วิตามินดี และการทำงานของไต
การรักษาในปัจจุบัน ก้าวหน้ากว่าที่หลายคนคิด
เป้าหมายสำคัญของการรักษาคือ ลดโอกาสกระดูกหัก แพทย์จะเลือกวิธีรักษาตามระดับความเสี่ยงของแต่ละคน ยารักษาโรคกระดูกพรุนแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก
✅ ยาลดการสลายกระดูก เช่น ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนตชนิดรับประทาน หรือชนิดหยดเข้าหลอดเลือดดำปีละครั้ง และยาฉีดใต้ผิวหนังทุก 6 เดือน (เดโนซูแมบ)
✅ ยากระตุ้นการสร้างกระดูก เช่น ยาฉีดใต้ผิวหนังวันละครั้ง (เทอริพาราไทด์) หรือเดือนละครั้งเป็นเวลา 12 เดือน (โรโมโซซูแมบ) ซึ่งช่วยเพิ่มเนื้อกระดูกได้รวดเร็ว
สำหรับผู้ที่มี ความเสี่ยงสูงมาก เช่น เพิ่งกระดูกหัก หักหลายตำแหน่ง หรือกระดูกบางมาก แนวทางเวชปฏิบัติของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย และแนวทางสากลในปัจจุบัน แนะนำให้พิจารณา เริ่มด้วยยากระตุ้นการสร้างกระดูก แล้วตามด้วยยาลดการสลายกระดูก เพราะการศึกษาเปรียบเทียบโดยตรงพบว่าลดการเกิดกระดูกสันหลังหักใหม่ได้ประมาณครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับยาชนิดรับประทาน ทั้งนี้ ยาบางชนิดมีข้อควรระวังในผู้ที่เพิ่งเป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรือโรคหลอดเลือดสมองภายใน 1 ปี แพทย์จึงพิจารณาเป็นรายบุคคล สำหรับผู้หญิงที่อายุไม่เกิน 60 ปีและหมดประจำเดือนมาไม่เกิน 10 ปี ฮอร์โมนวัยหมดประจำเดือนอาจเป็นทางเลือกหนึ่งตามดุลยพินิจของแพทย์
ข่าวดีสำหรับผู้ที่กระดูกสะโพกหักคือ การศึกษาแบบสุ่มพบว่าการให้ยาบิสฟอสโฟเนตชนิดหยดเข้าหลอดเลือดปีละครั้งหลังผ่าตัด ลดการเกิดกระดูกหักใหม่ได้ร้อยละ 35 และลดการเสียชีวิตได้ร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับยาหลอก การรักษาโรคกระดูกพรุนจึงไม่ได้ช่วยแค่กระดูก แต่ช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้นด้วย
ไขข้อสงสัยเรื่องยา
ทั้งสองภาวะพบได้น้อยมาก การศึกษาในผู้หญิงเกือบ 200,000 คนพบว่า แม้ผู้หญิงเชื้อสายเอเชียจะเสี่ยงกระดูกต้นขาหักแบบผิดปกติมากกว่าคนผิวขาว แต่การใช้ยา 3 ปียังป้องกันกระดูกสะโพกหักได้มากกว่าจำนวนที่เกิดภาวะนี้ประมาณ 10 เท่า และความเสี่ยงลดลงเร็วเมื่อหยุดยา ผู้ป่วยควรตรวจสุขภาพช่องปากกับทันตแพทย์ก่อนเริ่มยาเมื่อทำได้ ดูแลช่องปากสม่ำเสมอ แจ้งทันตแพทย์ว่าใช้ยานี้ทุกครั้งก่อนถอนฟันหรือทำหัตถการในช่องปาก และหากปวดต้นขาหรือขาหนีบต่อเนื่องโดยไม่มีสาเหตุ ควรรีบแจ้งแพทย์
สำหรับยากลุ่มบิสฟอสโฟเนต แพทย์จะประเมินความเสี่ยงใหม่เมื่อใช้ยาชนิดรับประทานประมาณ 5 ปี หรือชนิดหยดเข้าหลอดเลือดประมาณ 3 ปี บางรายอาจ “พักยา” ได้ บางรายควรใช้ต่อหรือเปลี่ยนยา ขึ้นกับความเสี่ยงของแต่ละคน จึงควรตัดสินใจร่วมกับแพทย์
ไม่ควรหยุดหรือเลื่อนนัดฉีดยาเอง เพราะเมื่อยาหมดฤทธิ์โดยไม่ได้รับยาอื่นต่อ กระดูกจะสลายเร็วกว่าเดิม และบางรายเกิดกระดูกสันหลังหักหลายระดับพร้อมกัน หากจำเป็นต้องหยุดยา แพทย์จะให้ยาอื่นต่อเพื่อป้องกันผลดังกล่าว
งานวิจัยล่าสุดที่รวบรวม 69 การศึกษา ผู้เข้าร่วมกว่า 150,000 คน (ตีพิมพ์ปี 2569) พบว่า ในคนทั่วไปที่ไม่ได้ใช้ยารักษาโรคกระดูกพรุน การรับประทานแคลเซียม วิตามินดี หรือทั้งสองอย่างในรูปอาหารเสริม ช่วยลดกระดูกหักได้น้อยมากหรือไม่ช่วยเลย แนวทางของไทยแนะนำให้ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนและผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไปได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มก. โดยเน้นจากอาหารเป็นหลัก และไม่ควรเกินวันละ 1,500 มก. รวมทั้งจากอาหารและอาหารเสริม ส่วนแคลเซียมหรือวิตามินดีชนิดเสริมให้ใช้เมื่อได้รับจากอาหารไม่พอ ขาดวิตามินดี หรือตามที่แพทย์แนะนำร่วมกับยารักษาโรคกระดูกพรุน อาหารเสริมไม่สามารถทดแทนยารักษาโรคกระดูกพรุนในผู้ที่มีข้อบ่งชี้ได้
สร้าง ปกป้อง เสริมแกร่ง: ดูแลกระดูกได้ทุกวัย
สร้าง (Build) — กินให้กระดูกได้ประโยชน์
วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้นเป็นช่วงสะสมเนื้อกระดูก ยิ่งสะสมได้มาก ยิ่งมี “เงินออม” ไว้ใช้ในวัยสูงอายุ ควรรับประทานอาหารให้ครบหมู่ ได้รับโปรตีนเพียงพอ (ผู้ใหญ่ประมาณ 1.0–1.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน) จากทั้งเนื้อสัตว์ ไข่ ปลา และโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วและเต้าหู้ ได้รับแคลเซียมจาก นมและผลิตภัณฑ์จากนม ปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งกระดูก เต้าหู้แข็ง และผักใบเขียว เช่น คะน้า รวมทั้งลดอาหารเค็ม (โซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มก.) และไม่ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไป
เรื่องน่าสนใจ: การศึกษาในผู้สูงอายุกว่า 7,000 คนที่อาศัยในสถานดูแลผู้สูงอายุ พบว่าเพียงเพิ่มนม โยเกิร์ต และชีสในเมนูอาหารประจำวันเป็นเวลา 2 ปี ช่วยลดกระดูกหักได้ร้อยละ 33 ลดกระดูกสะโพกหักได้ร้อยละ 46 และลดการหกล้มได้ร้อยละ 11 แสดงให้เห็นว่า “อาหาร” มีความสำคัญไม่แพ้กัน
ปกป้อง (Protect) — ป้องกันการหกล้ม
กระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่เกิดจากการหกล้ม การลดโอกาสล้มจึงเท่ากับลดโอกาสกระดูกหัก งานวิจัยพบว่าการออกกำลังกายที่ฝึกการทรงตัวและการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ช่วยลดจำนวนครั้งของการหกล้มในผู้สูงอายุได้ประมาณร้อยละ 23 และการรำไทเก๊กก็อาจช่วยได้เช่นกัน
✅ จัดบ้านให้มีแสงสว่างเพียงพอ โดยเฉพาะทางไปห้องน้ำตอนกลางคืน เก็บสายไฟและพรมที่อาจทำให้สะดุด ติดราวจับและแผ่นกันลื่นในห้องน้ำ
✅ ตรวจสายตาสม่ำเสมอ สวมรองเท้าที่พอดี และทบทวนยาที่อาจทำให้ง่วงหรือเวียนศีรษะกับแพทย์หรือเภสัชกร
✅ ผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ควรได้รับการคัดกรองความเสี่ยงต่อการหกล้มอย่างน้อยปีละครั้ง
✅ งดสูบบุหรี่รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า และจำกัดแอลกอฮอล์ไม่เกินวันละ 1 หน่วยดื่มมาตรฐานในผู้หญิง และ 2 หน่วยในผู้ชาย
เสริมแกร่ง (Strengthen) — ขยับร่างกายให้กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรง
ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก เช่น เดินเร็ว ขึ้นลงบันได ร่วมกับการฝึกกล้ามเนื้อด้วยแรงต้าน เช่น ยางยืด ยกน้ำหนัก หรือลุกนั่งจากเก้าอี้ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เสริมด้วยการฝึกทรงตัว การจัดท่าทางให้หลังตรง และการบริหารกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงกระดูกสันหลังหัก งานวิจัยในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีมวลกระดูกต่ำพบว่า การฝึกยกน้ำหนักแบบค่อย ๆ เพิ่มความหนักภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้ง นาน 8 เดือน ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกสันหลังและสมรรถภาพร่างกายได้อย่างปลอดภัย
ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนหรือเคยกระดูกหัก ควรรับโปรแกรมออกกำลังกายที่เหมาะกับตนเองจากแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อให้เคลื่อนไหวได้อย่างปลอดภัยและไม่บาดเจ็บ
ร่วมกันดูแลกระดูก เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้
เนื่องในวันกระดูกพรุนโลก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ขอเชิญชวนทุกคนใส่ใจสุขภาพกระดูกของตนเองและคนในครอบครัว เริ่มจากรู้ปัจจัยเสี่ยง รับประทานอาหารให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ป้องกันการหกล้ม และปรึกษาแพทย์เมื่อมีความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่เคยกระดูกหักมาแล้ว เพื่อรักษาความแข็งแรงและความมั่นใจในการเคลื่อนไหวไปให้นานที่สุด
“อย่ารอให้กระดูกหัก จึงเริ่มรักสุขภาพกระดูก”
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อสร้างความตระหนัก ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยและคำแนะนำจากแพทย์ได้ การเลือกใช้ยาหรือหยุดยาควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลทุกครั้ง

บทความสุขภาพโดย
นพ.อรรถพร ลาวัณย์ประเสริฐ
แพทย์เฉพาะทางด้านออร์โธปิดิกส์ สาขากระดูกพรุน กระดูกหักในผู้สูงอายุ และกระดูกทางเมตะบอลิก สาขาข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม
โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
