
ประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน การสัมผัสความร้อนจึงเป็นเรื่องใกล้ตัว โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่สภาพอากาศบ้านเราร้อนทวีความรุนแรงขึ้น โรคลมแดด (Heat Stroke) จึงเป็น ภัยร้อนที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่ถูกมองข้ามอีกต่อไป โดยโรคนี้เกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ทัน ส่งผลให้อุณหภูมิแกนกลางร่างกายสูงขึ้นจนระบบต่างๆเริ่มทำงานผิดปกติ โดยมีความรุนแรงตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต
กลไกการระบายความร้อนและปัจจัยเสี่ยง
โดยปกติร่างกายจะระบายความร้อนผ่านการนำความร้อน การพาความร้อน การแผ่รังสี และ “การระเหยของเหงื่อ” ซึ่งเป็นกลไกหลัก แต่ในสภาวะที่ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง เหงื่อจะระเหยได้ยาก ทำให้ร่างกายสะสมความร้อนไว้สูงขึ้น
ใครบ้างที่เสี่ยง?
• เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปี และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง หรือเล่นกีฬากลางแจ้ง
• โรคประจำตัว: โรคหัวใจ โรคปอด ภาวะอ้วน หรือผู้ที่มีอาการป่วยและพักผ่อนไม่เพียงพอ
• ยาและสารบางชนิด: ยาขับปัสสาวะ, ยาลดความดันกลุ่ม Beta blockers, ยาแก้แพ้, แอลกอฮอล์ และสารกระตุ้นต่างๆ

ระดับความรุนแรงของโรคจากความร้อน
เราสามารถแบ่งกลุ่มอาการตามความรุนแรงได้ดังนี้:
• ระดับน้อย: ผื่นคันจากความร้อน การบวมตามมือเท้า และตะคริวแดด (Heat cramps) ซึ่งมักปวดเกร็งบริเวณหน้าท้องหรือขา
• ระดับปานกลาง: การเพลียแดด (Heat exhaustion) ผู้ป่วยจะมีเหงื่อออกมาก ตัวเย็นชื้น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ และคลื่นไส้ แต่ยังรู้สึกตัวดีอยู่ โดยอุณหภูมิร่างกายมักอยู่ระหว่าง 38.3 – 40°C
• ระดับรุนแรงมาก (Heat Stroke): ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน อันตรายถึงชีวิต ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการทางระบบประสาทและสมอง เช่น สับสน เพ้อ ชัก หรือหมดสติ และอุณหภูมิแกนกลางร่างกายจะสูงเกิน 40 – 40.5°C
เมื่อสงสัยว่าเป็น Heat Stroke ควรทำอย่างไร?
หากพบผู้ที่มีอาการสับสนหรือหมดสติท่ามกลางอากาศร้อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นโรคลมแดด และต้องรีบดำเนินการตามหลัก “ลดอุณหภูมิให้เร็วที่สุด ก่อนเคลื่อนย้าย” (Cool First, Transport Second) ดังนี้:
- ย้ายผู้ป่วยเข้าที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเท
- ถอดเสื้อผ้าที่ไม่จำเป็นออก เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการระบายความร้อน
- การแช่น้ำเย็น (Cold Water Immersion) หากทำได้ในจุดเกิดเหตุ ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด (Gold Standard) โดยการแช่ตัวผู้ป่วยในน้ำใส่น้ำแข็งหรือน้ำเย็นให้ได้พื้นที่ผิวสัมผัสมากที่สุด จะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้
- หากไม่สามารถทำการแช่น้ำเย็นได้ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัว ร่วมกับการใช้พัดลมเป่า หรือวางถุงน้ำแข็งประคบตามจุดสำคัญ ได้แก่ ศีรษะ หลังคอ รักแร้ และขาหนีบ
- “ห้าม” ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลหรือแอสไพริน เนื่องจากกลไกของ Heat Stroke ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อเหมือนไข้ทั่วไป ยาเหล่านี้จะไม่ช่วยลดอุณหภูมิและอาจส่งผลเสียต่อตับและไต
- รีบนำส่งโรงพยาบาลทุกกรณี เรียกรถพยาบาล หรือ โทร1669
แนวทางการป้องกัน Heat Stroke

สำหรับผู้ที่เลี่ยงการทำงานกลางแจ้งไม่ได้
การสร้าง ความชินต่อความร้อน(Heat Acclimatization) คือหลักสำคัญ:
• ใช้เวลาปรับตัว 10-14 วัน: อย่าหักโหมทำงานหนักทันทีในวันแรกที่มีอากาศร้อนจัด ควรค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาและความหนักของกิจกรรม เพื่อให้ร่างกายค่อยๆปรับตัวและทนความร้อนได้มากขึ้น
• ดื่มน้ำบ่อยๆ เป็นระยะ แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำ โดยเลือกน้ำเย็นหรือน้ำผสมเกลือแร่
• สวมเสื้อผ้าสีอ่อน น้ำหนักเบา และหลวม เพื่อช่วยให้เหงื่อระเหยได้ดี และพาความร้อนได้ดี
• พักเป็นช่วงๆ ในที่ร่ม หลีกเลี่ยงแดดช่วง 10:00–16:00
• ตรวจสอบสภาพอากาศ: หากดัชนีความร้อน(Heat Index) สูงเกิน>35°C ควรลดความหนักของงานหรือเพิ่มช่วงเวลาพักให้มากขึ้น
• หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์
• สังเกตอาการเตือน เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ

