
การฉายแสงอาทิตย์เทียม คือ อะไร
คือ การรักษาโรคโดยใช้แสงในช่วงของความยาวคลื่นที่เหมาะสมในการรักษาโรคทางผิวหนัง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นคลื่นรังสียูวีบีชนิดคลื่นแคบ (narrow band UVB) รังสียูวีเอร่วมกับการรับประทานยา psoralen (psoralen with UVA – PUVA) หรือรังสียูวีเอ 1 (UVA1)

การฉายแสงอาทิตย์เทียมยูวีบี (UVB phototherapy) เป็นอย่างไร ใช้รักษาโรคอะไรได้บ้าง
ในปัจจุบัน การฉายแสงอาทิตย์เทียมโดยใช้รังสียูวีบีจะเลือกใช้ความยาวคลื่นที่เหมาะสมกับการรักษาโรค เช่น 311-313 หรือ 308 นาโนเมตร เพื่อลดการเกิดผลข้างเคียงจากความยาวคลื่นในช่วงที่มีพลังงานสูงและก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากการรักษาได้ง่าย โดยโรคที่สามารถรักษาด้วยการฉายแสงอาทิตย์เทียมชนิดยูวีบี ได้แก่ โรคสะเก็ดเงิน ด่างขาว ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง อาการคันเรื้อรัง และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ผิวหนังชนิด mycosis fungoides เป็นต้น
ความถี่ในการฉายแสงและระยะเวลาในการรักษา
โดยทั่วไป ผู้ป่วยควรเข้ารับการฉายแสงอาทิตย์เทียมที่โรงพยาบาลประมาณ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ อย่างไรก็ตามขึ้นกับลักษณะของโรค ความรุนแรงและความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นผลการรักษาหลังจากรักษาต่อเนื่องประมาณ 2-3 เดือน แต่สำหรับโรคด่างขาวมักใช้เวลาในการรักษาต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 6 เดือนขึ้นไป
ผู้ป่วยกลุ่มใดที่ไม่ควรรับการรักษาด้วยการฉายแสงอาทิตย์เทียม
- ผู้ป่วยที่มีประวัติโรคมะเร็งผิวหนัง มีประวัติโรคแพ้แสง หรือรับประทานยากดภูมิบางชนิด
- ผู้ป่วยที่ไม่สามารถยืนนิ่งได้ด้วยตนเอง หรือมีปัญหาด้านการทรงตัว (ในกรณีที่มีรอยโรคจำนวนมากและต้องทำการรักษาโดยการฉายแสงอาทิตย์เทียมแบบตู้)
- ผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับการฉายแสงอาทิตย์เทียมได้อย่างสม่ำเสมอ

ขั้นตอนการฉายแสงอาทิตย์เทียม

การปฏิบัติตัวก่อนเข้ารับการรักษา
- ในวันที่รับการรักษาด้วยการฉายแสงอาทิตย์เทียม ให้งดยาทา ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้น รวมถึงน้ำหอมในบริเวณที่จะได้รับแสงอาทิตย์เทียม
- หากมียาใหม่ที่เพิ่งรับประทานให้แจ้งแพทย์ทุกครั้ง
- ในกรณีที่ไม่ได้ทำการฉายแสงอาทิตย์ทั่วทั้งตัว ให้เตรียมอุปกรณ์ป้องกันแสงแดดส่วนตัวมาด้วยทุกครั้ง
การปฏิบัติตัวระหว่างเข้ารับการรักษา
- แจ้งอาการภายหลังจากการรักษาครั้งก่อนแก่แพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ประจำห้องฉายแสงอาทิตย์เทียม เพื่อทำการปรับค่าพลังงานการรักษาให้เหมาะสม
- กรณีฉายแสงอาทิตย์เทียมแบบตู้และแผงไฟ
- จัดใส่อุปกรณ์ป้องกันแสงแดดและจัดท่าในการฉายแสงอาทิตย์เทียมในลักษณะเดิมทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการไหม้ของผิวหนังในบริเวณที่ไม่เคยสัมผัสแสง โดยเฉพาะในบริเวณที่ไม่มีรอยโรค
- สวมแว่นตาและหลับตาระหว่างการฉายแสงอาทิตย์เทียมจนกระทั่งเสร็จสิ้นการรักษา ยกเว้นกรณีที่ผู้ป่วยมีรอยโรคบริเวณเปลือกตาให้ทำการหลับตาโดยไม่ต้องสวมแว่นตา
- สำหรับผู้ป่วยชายที่รับการฉายแสงอาทิตย์เทียมแบบตู้ ให้ทำการสวมกางเกงชั้นในสีเข้มหรือเครื่องป้องกันแสงบริเวณอวัยวะเพศทุกครั้ง
การปฏิบัติตัวภายหลังการรักษา
- ทาผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นและทายาภายหลังจากการฉายแสงอาทิตย์เทียมเสร็จสิ้น รวมถึงควรทาผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับทายาตามคำแนะนำของแพทย์
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด ควรทาครีมกันแดดที่มี SPF ไม่ต่ำกว่า 50 อย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการใส่เสื้อผ้ากันแดด การใส่หมวก กางร่ม เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะผิวไหม้จากการสัมผัสแสงแดดเพิ่มเติม
- สังเกตอาการที่เกิดขึ้นภายหลังจากการฉายแสงอาทิตย์เทียมในตำแหน่งที่รับการรักษา เช่น ความแดง แสบ แห้ง ลอก คัน หรือการเกิดตุ่มน้ำ หากมีอาการผิดปกติรุนแรงให้มาพบแพทย์ก่อนนัด และอาจทำการถ่ายภาพขณะที่มีอาการผิดปกติ
ผลข้างเคียงจากการฉายแสงอาทิตย์เทียมชนิดยูวีบี
- ผลข้างเคียงระยะสั้น
- ผิวหนังแดง แสบ แห้ง ลอก คัน หรือเป็นตุ่มน้ำ รวมถึงมีสีผิวคล้ำขึ้น
- โรคผิวหนังบางชนิดอาจมีผื่นเห่อมากขึ้นในช่วงแรกที่ทำการรักษา
- ผลข้างเคียงระยะยาว
- ภาวะผิวแก่ก่อนวัย
- ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งผิวหนัง


