กระดูกสันหลังคดในวัยรุ่น (Adolescent Idiopathic Scoliosis: AIS)

เป็นภาวะที่กระดูกสันหลังเอียงไปด้านข้างและมีการบิดหมุนของกระดูกร่วมด้วย โดยมักพบในเด็กช่วงอายุประมาณ 10–18 ปี คำว่า idiopathic หมายถึงยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าโรคนี้เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น พันธุกรรม (genetic factors) การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงวัยรุ่น (growth spurt) ความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ (muscle imbalance) และปัจจัยด้านฮอร์โมน (hormonal factors) ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการไหล่สูงไม่เท่ากัน เอวเอียง หรือสังเกตเห็นหลังนูนข้างหนึ่งเวลาโน้มตัวไปข้างหน้า (rib hump) และบางรายอาจมีอาการปวดหลังร่วมด้วย

โรคกระดูกสันหลังคดสามารถแบ่งตามช่วงอายุที่เริ่มเป็นได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ เด็กเล็ก (Infantile idiopathic scoliosis) อายุน้อยกว่า 3 ปี เด็กโต (Juvenile idiopathic scoliosis) อายุ 3–10 ปี และวัยรุ่น (Adolescent idiopathic scoliosis: AIS) มากกว่า 10 ปี โดยกลุ่ม AIS เป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยที่สุดและมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตเร็ว ทำให้ความคดของกระดูกสันหลังอาจเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แพทย์จะประเมินความรุนแรงของโรคโดยการถ่ายภาพเอกซเรย์ (X-ray) และวัดมุมความคดที่เรียกว่า Cobb angle (มุมคอบบ์) รวมถึงประเมินว่ากระดูกยังสามารถเจริญเติบโตได้อีกมากน้อยเพียงใด

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความคดและการเจริญเติบโตของผู้ป่วย ในรายที่ความคดไม่มาก อาจใช้การเฝ้าดูอาการ (observation) โดยติดตามผลเป็นระยะ หากความคดอยู่ในระดับปานกลางและผู้ป่วยยังโตไม่เต็มที่ แพทย์อาจแนะนำให้ใส่เสื้อดาม (brace) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ช่วยพยุงลำตัว โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ความคดเพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้กระดูกกลับมาตรงทันที ผู้ป่วยจำเป็นต้องใส่ brace เป็นเวลานานในแต่ละวันเพื่อให้ได้ผลดี

ในกรณีที่ความคดมีมาก (โดยทั่วไปมากกว่า 45–50 องศา) หรือมีแนวโน้มแย่ลงอย่างต่อเนื่อง (progression) หรือมีอาการปวดและผลกระทบต่อรูปร่างอย่างชัดเจน อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด วิธีมาตรฐานคือการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังและใส่เหล็กดาม (spinal fusion with instrumentation) โดยแพทย์จะเปิดแผลบริเวณหลัง ใส่น็อต (pedicle screw) และเหล็กดาม (rod) เพื่อดัดกระดูกสันหลังให้ตรงขึ้น และทำให้กระดูกเชื่อมติดกันเพื่อลดโอกาสการคดซ้ำ ในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เช่น การผ่าตัดแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery: MIS) ระบบนำวิถี (navigation system) และหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (robotic-assisted surgery) ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดการเสียเลือด และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

ตัวอย่างกรณีศึกษาในรายงานนี้เป็นผู้ป่วยเด็กผู้หญิงอายุ 14 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นกระดูกสันหลังคดในวัยรุ่น (AIS) และอยู่ระหว่างการติดตามอาการ ต่อมาพบว่าผู้ป่วยมีอาการปวดหลังมากขึ้นและความคดของกระดูกสันหลังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นข้อบ่งชี้ในการรักษาด้วยการผ่าตัด โดยทั่วไปผู้ป่วยลักษณะนี้จะได้รับการผ่าตัดแบบเปิดแผลมาตรฐานร่วมกับการใส่โลหะดามเพื่อแก้ไขความคดของกระดูกสันหลัง อย่างไรก็ตาม ในเคสนี้ได้เลือกใช้การผ่าตัดแบบแผลเล็ก (MIS) ร่วมกับระบบนำวิถีและหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการใส่น็อตและลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อรอบข้าง ผลการรักษาพบว่าสามารถแก้ไขความคดของกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี กระดูกสันหลังมีความตรงมากขึ้นอย่างชัดเจน ผู้ป่วยมีอาการปวดลดลง แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก การเสียเลือดน้อย และฟื้นตัวได้รวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ร่วมกับเทคนิคการผ่าตัดแบบแผลเล็กสามารถเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยกระดูกสันหลังคดในวัยรุ่นได้อย่างปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ที่ดี ทั้งในด้านโครงสร้างและการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

การผ่าตัดแก้ไขกระดูกสันหลังคด พบว่าหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังตรงขึ้น

แผลผ่าตัดแบบ minimally invasive surgery

ขณะใช้หุ่นยนต์และระบบนำวิถีช่วยผ่าตัด

ขณะแก้ไขดัดดึงกระดูกสันหลังกลับเข้าที่