บทความสุขภาพ

การแพทย์บูรณาการ

ดูทั้งหมด

ธาตุเจ้าเรือนกับการดูแลสุขภาพตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย

ศาสตร์การแพทย์แผนไทยได้กล่าวถึงร่างกายมนุษย์ จะประกอบไปด้วยธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งแต่ละคนจะมีธาตุประจำตัวของคนเราที่มีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด เรียกว่า “ธาตุเจ้าเรือน” ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม และมูลเหตุที่เกิดจากพฤติกรรมของบุคคลนั้น หากธาตุเหล่านี้สมดุลกันร่างกายคนเราก็จะแข็งแรง หากธาตุทั้ง 4 ในร่างกายเสียสมดุล จะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยตามมา ธาตุเจ้าเรือน สามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ ธาตุเจ้าเรือนที่เป็นไปตามวัน เดือน ปีเกิด ธาตุเจ้าเรือนปัจจุบัน ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากธาตุเจ้าเรือนเดิมที่ติดตัวมา ตามสภาพแวดล้อมและปัจจัยในการใช้ชีวิตต่าง ๆ ทั้งอายุ ที่อยู่ ฤดูกาลที่กระทบทำให้เปลี่ยนแปลงไป จึงสามารถพิจารณาธาตุเจ้าเรือนปัจจุบันจากบุคลิก ลักษณะอุปนิสัย ธาตุเจ้าเรือนทางการแพทย์แผนไทย แบ่งเป็น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ โดยมีลักษณะทั่วไปและสภาวะสุขภาพที่แตกต่างกัน  ซึ่งหากปรับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพและเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเน้นเลือกรับประทานอาหารถูกรสกับธาตุตามแต่ละธาตุเจ้าเรือน จะช่วยปรับสมดุลธาตุในร่างกาย และทำให้สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น ดังต่อไปนี้ ธาตุดิน (เกิดเดือนตุลาคม – ธันวาคม) ลักษณะทั่วไปของผู้ที่อยู่ในธาตุดิน : รูปร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้อข้อต่อแข็งแรง […]

การแพทย์แผนไทยประยุกต์

การแพทย์แผนไทย (Thai Traditional Medicine) เป็นวิถีการดูแลสุขภาพตามความรู้หรือตำราที่ถ่ายทอดและพัฒนาสืบต่อมา มีบทบาทในการดูแลรักษาผู้ป่วยทั้งด้านการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การบำบัดโรค การป้องกันโรค การส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพ โดยปัจจุบันมีการพัฒนานำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และ วิทยาศาสตร์การแพทย์มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการแพทย์แผนไทย ที่เรียกว่า “การแพทย์แผนไทยประยุกต์” หัตถการเพื่อรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ ได้แก่ นวดกดจุดรักษาโรค กลุ่มอาการที่สามารถรักษาด้วยการนวดกดจุดรักษาโรค ได้แก่ กลุ่มอาการปวดบริเวณต่างๆ เช่น ปวดศีรษะ ปวดคอบ่าไหล่ ปวดหลัง สะโพก แขน ขา กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ข้อติด ข้อเสื่อม เหน็บชา ตะคริวน่อง ยอก ข้อพลิก ข้อแพลงและอื่นๆ อัมพฤกษ์ อัมพาต รวมถึงอัมพาตใบหน้า และกล้ามเนื้ออ่อนแรงอื่นๆ ปวดศีรษะไมเกรน หรือลมปะกัง ท้องผูก มีเถาดาน ปรับสมดุลร่างกาย โรคโลหิตสตรี เช่น อาการปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน มดลูกด่ำ  มดลูกลอย มดลูกเคลื่อน มดลูกตะแคง ฟื้นฟูมารดาหลังคลอด และนวดกระตุ้นน้ำนม ห้ามนวด ในกรณีต่อไปนี้ […]

กุมารเวชกรรม

ดูทั้งหมด

โรคไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกจัดเป็นเขตร้อนและเป็นโรคที่พบบ่อย ปัจจุบันพบผู้ป่วยจำนวนสูงขึ้นเมื่อเข้าสู่หน้าฝนเพราะปริมาณยุงลายเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่ผู้ป่วยไข้เลือดออกนั้นจะเป็นผู้ป่วยเด็กถึง 30% โดยมักเป็นเด็กในช่วงอายุห้าถึง 14 ปี โดยโรคมีความรุนแรงแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละรายในกรณีที่รุนแรงมากอาจเสียชีวิตได้ สาเหตุของโรคไข้เลือดออก ไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ (dengue virus) ซึ่งมียุงลาย 2 ชนิดได้แก่ ยุงลายสวนและยุงลายบ้านเป็นพาหะของโรค  ดังนั้นการติดต่อไข้เลือดออกเกิดจากการที่คนถูกยุงลายกัด โดยเป็นยุงลายที่มีเชื้อไข้เลือดออกอยู่ในตัวยุง โดยทั่วไปอาการจะเกิดขึ้นประมาณ 3-7 วันหลังจากถูกยุงกัด กลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรครุนแรง • ผู้ป่วยเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี• ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี• หญิงตั้งครรภ์• ผู้ป่วยที่มีโรคอ้วน โรคเบาหวาน• ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง• ผู้ป่วยที่มีเม็ดเลือดหรือภาวะเกร็ดเลือดผิดปกติ อาการของโรคไข้เลือดออก สำหรับอาการของโรค ความรุนแรงที่หลากหลายจากน้อยไปมาก แบ่งเป็นสามระยะ ดังนี้ การวินิจฉัย ไข้เลือดออก สามารถวินิจฉัยได้โดยการส่งตรวจหาเชื้อไข้เลือดออกโดยตรง (NS1Antigen, PCR for dengue virus) หรือสามารถตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อโรคไข้เลือดออกได้ (Dengue IgM) การดูแลโรคไข้เลือดออก การดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออก ยังไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะต่อโรค จึงมุ่งเน้นไปที่การดูแลประคับประคองตามอาการที่สอดคล้องกับระยะของโรค ตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น […]

มะเร็งในเด็ก

โรคมะเร็งในเด็ก มีสถิติอุบัติการณ์เกิดขึ้นกับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีได้ร้อยละ 1 ของผู้คนในทุกอายุที่เป็นมะเร็ง มะเร็งในเด็ก สามารถแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่ม  ดังนี้ มะเร็งระบบโลหิตวิทยา ประกอบด้วย โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง แนวทางการรักษา  :  ใช้ยาเคมีบำบัดที่เหมาะสมกับอายุเด็ก น้ำหนักตัว พื้นที่ผิวกาย มะเร็งเนื้อเยื่อหรือมะเร็งก้อนหรือเนื้องอกร้ายในอวัยวะต่างๆ แนวทางการรักษา  :  การรักษาหลักใช้การผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัด การใช้รังสีรักษา การรักษาทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ การใช้ยามุ่งเป้า การเลือกใช้การดูแลรักษาแบบใดบ้าง ขึ้นกับชนิดของโรค ระยะการกระจายโรคของมะเร็ง สภาพของผู้ป่วยเด็กแต่ละราย และดุลยพินิจของแพทย์ผู้วางแผนประเมินประสานงานและการรักษา รวมถึงการติดตามผู้ป่วย นอกจากนี้ การดูแลประคับประคองจิตใจ เยียวยาสภาพจิตใจของเด็กที่ได้รับการรักษาก็มีความสำคัญอย่างยิ่งควบคู่ไปกับการรักษาโรคทางกาย ส่งเสริมให้เด็กมีขวัญกำลังใจที่ดี ให้เด็กทำกิจกรรมสันทนาการที่เหมาะสมในระหว่างการรักษา ลดความหวาดกลัวในการต้องถูกเจาะเลือด ให้น้ำเกลือ ฉีดยา หรือทำหัตถการต่างๆ สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ต่อการเกิดโรคหรือปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในเด็ก ยังไม่ทราบแน่ชัด อย่างไรก็ตาม หากผู้ปกครองพบบุตรของท่านมีอาการผิดปกติ  เช่น  เบื่ออาหาร ผอมลง น้ำหนักตัวลด มีก้อนโตขึ้นๆผิดปกติ ที่คอ ที่ลำตัว หรือแขนขา […]

ระวัง!โนโรไวรัส

โนโรไวรัส( Norovirus) เป็นไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายซึ่งทำให้เกิดโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบเฉียบพลัน บางครั้งเรียกว่า “ไข้หวัดลงกระเพาะ” หรือ “โรคกระเพาะอักเสบ พบได้ตลอดทั้งปีแต่มักระบาดเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาวของทุกปี อาการและสัญญาณ โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการหลังจากได้รับเชื้อโนโรไวรัส 12 – 48 ชั่วโมง อาการที่พบบ่อยที่สุด คือ – ท้องเสีย อาเจียน คลื่นไส้ ปวดท้อง – อาจพบอาการอื่นๆได้ เช่น ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เป็นต้น หากคุณป่วยด้วยโรคโนโรไวรัส คุณอาจรู้สึกไม่สบายอย่างรุนแรงและอาเจียนหรือท้องเสียหลายครั้งต่อวัน ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ (สูญเสียของเหลวในร่างกาย) โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ป่วยด้วยโรคอื่นๆ อาการของภาวะขาดน้ำ ได้แก่ ความถี่และปริมาณของปัสสาวะลดลง ปากและคอแห้ง รู้สึกเวียนหัวเมื่อลุกขึ้นยืน หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ เป็นต้น การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ : สามารถทำได้โดยเก็บตัวอย่างอุจจาระเพื่อส่งตรวจหาเชื้อโนโรไวรัส การรักษา ไม่มียาเฉพาะสำหรับรักษาผู้ที่ป่วยด้วยโรคโนโรไวรัส โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการ 3-4 วันและอาการจะดีขึ้นและหายได้เอง ยาปฏิชีวนะจะไม่ช่วยในการรักษาโรคติดเชื้อจากโนโรไวรัส   สังเกตอาการขาดน้ำ โดยเฉพาะในเด็กที่ป่วยด้วยโรคโนโรไวรัส ดื่มน้ำมากๆ […]

ตรวจสุขภาพ

ดูทั้งหมด

ไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal Disease)รู้เร็ว เลือกวัคซีนถูก ป้องกันได้

โรคนี้คืออะไร? เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis เป็นโรครุนแรง อาจเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง อาการสำคัญ• ไข้สูง หนาวสั่น• ปวดศีรษะมาก คอแข็ง• คลื่นไส้ อาเจียน• ซึมลง สับสน• มีจุดเลือดออก/ผื่นแดง (สัญญาณอันตราย) ภาวะแทรกซ้อน• เยื่อหุ้มสมองอักเสบ• ติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis)• ช็อก และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ติดต่อได้อย่างไร ติดต่อ จากสารคัดหลั่ง• ไอ จาม น้ำลาย• อยู่ใกล้ชิด เช่น ครอบครัว หอพัก โรงเรียน เลือกวัคซีน “ให้ตรงความเสี่ยง”1️⃣ วัคซีนกลุ่ม Men ACWY? ป้องกันสายพันธุ์ A, C, W, Yเหมาะกับใคร ?– ผู้เดินทางต่างประเทศ (เช่น ฮัจย์/แอฟริกา) – นักเรียน/นักศึกษาหอพัก – นักเรียน/นักศึกษาที่จะเดินทางไปศึกษาต่อประเทศสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร […]

แนวทางการจัดการความเครียดในการทำงาน

ความเครียด คือ สภาวะทางด้านอารมณ์และจิตใจที่เกิดขึ้นได้กับบุคคลทุกเพศ ทุกวัยเมื่อเราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่รู้สึกกดดัน ไม่สบายใจ หรือถูกคุกคาม เช่น ปัญหาการทำงาน การเงิน ความรัก เป็นต้น โดยเป็นปฏิกิริยาตอบสนองอย่างหนึ่งของมนุษย์ แต่ความเครียดที่มักพบได้บ่อยในปัจจุบันนั้นก็คือ ความเครียดในการทำงาน (Work stress ความเครียดในการทำงาน (Work Stress) หมายถึง ปฏิกิริยาทางกายและใจที่เกิดขึ้นเมื่อความต้องการของงานเกินกว่าทรัพยากรหรือความสามารถของบุคคลในการรับมือ ความเครียดระดับหนึ่งอาจช่วยกระตุ้นให้เราตื่นตัวและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อสะสมมากเกินไป จะนำไปสู่ปัญหาทั้งสุขภาพกายและจิตใจ สาเหตุของความเครียดในการทำงานเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น❇️ภาระงานที่หนักเกินไปและเวลาทำงานไม่แน่นอน❇️ความคาดหวังจากผู้บังคับบัญชา❇️ความไม่มั่นคงในตำแหน่งหน้าที่การงาน❇️บุคลากรไม่เพียงพอเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบงานจำนวนมากกว่ากำลังที่มี❇️ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและระบบ อุปกรณ์ไม่ครบถ้วน ระบบงานซับซ้อน หรือการสื่อสารที่ไม่ราบรื่น❇️ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน ความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชา ทำให้บรรยากาศการทำงานตึงเครียด เมื่อความเครียดสะสมหรือยืดเยื้อ มักจะส่งผลเสียทั้งทางร่างกาย (เช่น ปวดศีรษะ ปวดหลัง นอนไม่หลับ) และทางจิตใจ (เช่น วิตกกังวล หงุดหงิด หมดแรงใจ)  ความเครียดที่ดำเนินต่อเนื่องโดยไม่ได้รับการดูแล อาจนำไปสู่ ภาวะ Burnout หรือการหมดไฟในการทำงาน ซึ่งแสดงออกใน 3 ด้านหลัก ได้แก่▶️อารมณ์เหนื่อยล้า รู้สึกหมดพลังทั้งกายและใจ▶️มองงานและผู้ป่วยอย่างห่างเหิน เริ่มเฉยชา ไม่อินกับงานเหมือนเดิม▶️ลดคุณค่าตนเอง  รู้สึกว่าทำงานไม่มีคุณภาพ […]

วัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ

?วัคซีนมีความสำคัญต่อผู้สูงอายุอย่างไร เมื่ออายุมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานได้ลดลง ทำให้ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงในการติดเชื้อง่ายขึ้น และหากป่วยก็อาจมีอาการรุนแรง ต้องนอนโรงพยาบาล หรือเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มวัยอื่น วัคซีนจึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรค ลดความรุนแรง ลดโอกาสเข้ารักษาในห้องไอซียู และช่วยลดการเสียชีวิตได้ ?วัคซีนที่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุ โรคหลายชนิดพบได้บ่อยและรุนแรงขึ้นในผู้สูงอายุ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส โรคโควิด-19 โรคงูสวัด รวมถึงโรคบาดทะยัก คอตีบ และไอกรน การฉีดวัคซีนเหล่านี้สามารถช่วยลดการป่วยรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนได้ วัคซีนที่ควรพิจารณาสำหรับผู้สูงอายุ ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (แนะนำฉีดทุกปี) วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัสและปอดอักเสบไวรัส RSV วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด วัคซีนรวมบาดทะยัก คอตีบ และไอกรน (dT หรือ Tdap) ?วัคซีนควรเริ่มฉีดเมื่ออายุเท่าไร วัคซีนแต่ละชนิดมีข้อแนะนำต่างกัน เช่น วัคซีนปอดอักเสบ: เริ่มแนะนำตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป วัคซีนงูสวัด: แนะนำตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป วัคซีนไข้หวัดใหญ่ และโควิด-19: ฉีดได้ทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุควรได้รับอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การเลือกฉีดวัคซีนควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมตามสุขภาพและโรคประจำตัวของแต่ละคน ?การเตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีน หากมีไข้หรือเจ็บป่วย […]

ทันตกรรม

ดูทั้งหมด

✨ “Jaw in a Day” ปาฏิหาริย์วันเดียวเสร็จ: คืนรอยยิ้มและชีวิตใหม่ที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

หากวันหนึ่งคุณพบว่าตัวเองมีเนื้องอกที่ขากรรไกร สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ความกังวลเรื่องโรคร้าย แต่คือคำถามที่ว่า “หน้าเราจะผิดรูปไหม?” หรือ “เราจะกลับมากินข้าวและพูดชัดเหมือนเดิมได้เมื่อไหร่?” ในอดีต การรักษาเนื้องอกขากรรไกรอาจต้องใช้เวลานานนับปี แบ่งการผ่าตัดเป็นหลายระยะ ทิ้งช่วงเวลาให้ผู้ป่วยต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีฟันหรือขากรรไกรที่สมบูรณ์อยู่พักใหญ่ แต่ในวันนี้ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยความสำเร็จในการผ่าตัด “Jaw in a Day” ที่ช่วยให้คนไข้ตื่นมาพร้อมขากรรไกรใหม่และฟันที่พร้อมใช้งาน… ภายในวันเดียว ? “Jaw in a Day” คืออะไร?ตามปกติ หากต้องตัดขากรรไกรออกแพทย์จำเป็นต้องรอให้กระดูกที่นำมาสร้างใหม่สมานตัวก่อนซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนจึงจะสามารถฝังรากฟันเทียมและทำฟันปลอมได้แต่เทคนิค Jaw in a Day คือการรวมทุกขั้นตอนสำคัญไว้ในการผ่าตัดครั้งเดียว ได้แก่• ตัดเนื้องอกอย่างแม่นยำ กำจัดเนื้อเยื่อที่เป็นโรคออกทั้งหมด• นำกระดูกน่อง (Fibula) มาสร้างขากรรไกรใหม่กระดูกส่วนนี้สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่กระทบต่อการเดิน• ฝังรากฟันเทียมและใส่ฟันทันทีทีมทันตแพทย์จะฝังรากฟันลงบนกระดูกน่อง ก่อน ย้ายไปที่ใบหน้า• ต่อเส้นเลือดด้วยจุลศัลยกรรมเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงขากรรไกรใหม่ได้ทันทีหลังผ่าตัด ? ทำไมความสำเร็จนี้ถึงสำคัญกับผู้ป่วย?• ฟื้นฟูความมั่นใจได้เร็วผู้ป่วยไม่ต้องเผชิญกับภาวะใบหน้าผิดรูปเป็นเวลานาน ลดผลกระทบทางจิตใจอย่างมาก• กลับมากินอาหารได้เร็วขึ้นการมีฟันที่ใช้งานได้ตั้งแต่แรก ช่วยให้การบดเคี้ยวและโภชนาการดีขึ้น• เจ็บตัวครั้งเดียวลดจำนวนการผ่าตัด การดมยาสลบ และความเสี่ยงสะสม• คุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี่ไม่ใช่แค่การรักษาโรคแต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้เร็วที่สุด ? ความภูมิใจของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ก้าวขึ้นเป็น โรงพยาบาลแห่งที่ […]

ทางเดินอาหารและตับ

ดูทั้งหมด

ตับแข็ง ภัยเงียบที่คุณมองข้าม : เมื่อตับส่งสัญญาณเตือนสุดท้าย

ตับแข็งคืออะไร?ตับแข็ง เกิดจากการที่เนื้อเยื่อตับถูกทำลายจากสาเหตุต่างๆ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนเกิดการอักเสบเรื้อรังและกลายเป็นพังผืดเข้าแทนที่เนื้อตับดีๆ หากเราไม่รีบแก้ไขที่ต้นเหตุหรือรักษาอย่างถูกต้อง พังผืดเหล่านี้จะลามไปทั่วจนกลายเป็นภาวะตับแข็งในที่สุด เมื่อตับแข็ง… จะเกิดอะไรขึ้น?เมื่อเนื้อตับกลายเป็นพังผืด ตับจะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย เช่น: ภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) ท้องโตผิดปกติจากการมีน้ำในช่องท้อง (ท้องมาน) ภาวะสับสน ซึม หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป เส้นเลือดในทางเดินอาหารโป่งพอง ซึ่งเสี่ยงต่อการอาเจียนเป็นเลือด มะเร็งตับ ตับวาย และเสียชีวิตได้ สาเหตุหลักของตับแข็ง เชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี : การติดเชื้อแบบเรื้อรังนำไปสู่ตับแข็งได้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : การดื่มในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน ไขมันพอกตับ: มักพบในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์หรือเป็นเบาหวาน สาเหตุอื่น ๆ: เช่น โรคภูมิคุมกันทำลายตับ หรือโรคทางพันธุกรรมบางชนิ สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง ระยะแรก: มัก ไม่มีอาการ ผลเลือดอาจดูปกติหรือผิดปกติเพียงเล็กน้อย ระยะเริ่มมีอาการ: อาจรู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือเหนื่อยง่ายกว่าปกติ ซึ่งเป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง ระยะท้าย (ภาวะแทรกซ้อน): จะเริ่มเห็นชัด เช่น ตัวเหลือง ท้องมาน สับสน […]

ทางเดินอาหารหรือระบบย่อยอาหาร ทำงานอย่างไร ?

การทำงานอย่างมีสปิริตของระบบในร่างกายเราตั้งแต่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ถุงน้ำดี ลำไส้เล็ก ตับอ่อน ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก เรามาทำความรู้จักกับระบบย่อยอาหารว่ามีอวัยวะส่วนใดบ้างที่มีความเกี่ยวข้อง ปาก ประกอบไปด้วย ริมฝีปาก มีฟันทำหน้าที่ตัดบดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง หรือละเอียด มีลิ้นทำหน้าที่คลุกเคล้าอาหารร่วมกับน้ำลาย ให้อาหารที่รับประทานไปอ่อนนุ่ม และในน้ำลายจะมีเอนไซม์ที่ช่วยย่อยคาร์โบไฮเดรต ตอนที่เรากลืนอาหารส่งต่อไปยังคอหอย ผ่านไปสู่หลอดอาหาร 2. หลอดอาหาร มีลักษณะเป็นท่องผนังซึ่งประกอบด้วย กล้ามเนื้อที่หดและคลายตัวเพื่อรับส่งก้อนอาหารจากปากส่งต่อไปยังกระเพาะอาหาร 3. กระเพาะอาหาร มีลักษณะเป็นถุงรูปตัวเจ รับอาหารต่อมาจากหลอดอาหารและมีหูรูดที่ส่วนต่อกับหลอดอาหารทำให้อาหารไม่สามารถย้อนกลับทางเดิมได้ ส่วนประกอบของกระเพาะอาหาร กล้ามเนื้อผนังด้านในขรุขระ มีกรดและเอนไซม์สำหรับย่อยโปรตีน เมื่อผ่านการย่อยให้เป็นของเหลวข้นในกระเพาะอาหาร ส่วนปลายของกระเพาะอาหารจะกับลำไส้เล็กและมีหูรูดที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของอาหาร จากกระเพาะหารไปต่อไปยังลำไส้เล็ก การหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อที่ผนัง นอกจากจะทำให้อาหารมีขนาดเล็กลงและคลุกเคล้ากับกรอดและเอนไซม์ได้ดีแล้วยังมีส่วนช่วยในการดันให้อาหารผ่านหูรูดไปยังลำไส้เล็กต่อไปได้อีก 4. ลำไส้เล็ก เป็นอวัยวะที่ต่อจากกระเพาะอาหาร มีลักษณะเป็นท่อยาวขดไปมาอยู่ในช่องท้อง เป็นอวัยวะสุดท้ายในทางเดินอาหารที่มีกระบวนการย่อยอาหาร เมื่ออาหารเคลื่อนที่ผ่านลำไส้เล็กจะมีเอนไซม์จากลำไส้เล็กมาย่อยดปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โดยจะทำงานร่วมกันกับน้ำดีจากตับและเอนไซม์จากตับอ่อน ซึ่งการย่อยอาหารจะเสร็จสิ้นที่ลำไส้เล็ก นอกจากนี้ลำไส้เล็กยังมีหน้าที่สำคัญในการดูดซึมสารอาหารทุกประเภทอีกด้วย ทั้งโปรตีนคาร์ไบไฮเดรต ไขมัน น้ำ รวมทั้งเกลือแร่และวิตามินที่ละลายออกมาจากอาหาร ทั้งหมดจะถูดดูดซึมเข้าสู่หลอดเลือดและท่อน้ำเหลืองบริเวณผนังด้านในของลำไส้เล็ก ซึ่งมีลักษณะยื่นออกมาคล้ายนิ้วมือขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก 5. […]

ผิวหนังและเลเซอร์

ดูทั้งหมด

เทศกาลสงกรานต์ กับผื่นแพ้

ในช่วง “เทศกาลสงกรานต์” หลังเล่นน้ำสงกรานต์ “คุณผู้หญิง” ที่มีผิวบอบบาง มีอาการแพ้ง่าย นอกจากผิวหมองคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วยังมีผื่นแพ้ อาการคัน กลับมาเป็นของแถมด้วย แบบนี้ต้องรักษาและฟื้ฟู “สุขภาพผิว”   บางคนก็แพ้เหงื่อจากอากาศร้อน บางคนก็แพ้น้ำสกปรกขณะที่ “เล่นน้ำสงกรานต์” วิธีแก้ไข เพื่อดูแล “สุขภาพผิว” กลับคืนมา วิธีแก้ “ผื่นแพ้” หลัง “สงกรานต์”

มะเร็งวิทยา

ดูทั้งหมด

พิชิตก้อนมะเร็งต่อมลูกหมาก

รู้ทัน ป้องกัน และรักษาอย่างมีความหวัง มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้ชาย โดยเฉพาะในวัยกลางคนขึ้นไป หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า “มะเร็ง” มักรู้สึกหวาดกลัวและสิ้นหวัง แต่ในความเป็นจริง หากรู้เท่าทัน ตรวจพบเร็ว และได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม มะเร็งต่อมลูกหมากสามารถควบคุมและรักษาให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ทำความรู้จักมะเร็งต่อมลูกหมาก ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะขนาดเล็กในระบบสืบพันธุ์เพศชาย ทำหน้าที่ผลิตน้ำเลี้ยงอสุจิ เมื่อเซลล์ในต่อมลูกหมากเกิดการเจริญเติบโตผิดปกติและกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย จะเรียกว่า “มะเร็งต่อมลูกหมาก” ซึ่งมักเติบโตช้าในระยะแรก แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจลุกลามไปยังอวัยวะอื่นได้ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม อาการของมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะแรกจะไม่ชัดเจน หลายครั้งไม่มีอาการใดๆ แต่เป็นระยะที่ตรวจพบแล้ว รักษาให้หายได้ ดังนั้น ปัจจุบัน การหามะเร็งต่อมลูกหมากระยะแรกจะใช้วิธีตรวจคัดกรอง ค่า PSA โดยแนะนำให้ตรวจตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป อาการมะเร็งต่อมลูกหมาก มักจะเกิดในระยะหลังแล้ว ประกอบด้วย อาการปวดกระดูก โดยเฉพาะกระดูกหลัง และกระดูกสะโพก ปัสสาวะมีเลือดปน หรือปัสสาวะลำบากขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่สามารถลดอาการด้วย ยาต่อมลูกหมากทั่วไปได้ การตรวจคัดกรอง กุญแจสู่การพิชิตโรค การตรวจคัดกรองเป็นอาวุธสำคัญในการเอาชนะมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยเฉพาะการตรวจค่า PSA ในเลือด และการตรวจทางทวารหนัก ผู้ชายที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก […]

พิชิตก้อนมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของเพศหญิง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก การตื่นตัวเฝ้าระวังรวมถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างเหมาะสมตามความเสี่ยงและช่วงอายุ พบว่าหากผู้ตรวจคัดกรองเป็นมะเร็งเต้านม จะสามารถตรวจพบได้ในระยะต้น นำไปสู่โอกาสของการรักษาและหายขาดจากโรค มะเร็งเต้านมคืออะไร มะเร็งเต้านมเกิดจากเซลล์ผิดปกติในท่อน้ำนมที่เติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นจนกลายเป็นก้อนมะเร็ง เริ่มจากระยะของมะเร็งไม่ลุกลามภายในท่อน้ำนม หรือ มะเร็งระยะที่ 0 ซึ่งเซลล์ผิดปกติยังจำกัดในท่อน้ำนม เข้าสู่การแพร่กระจายของเซลล์ผิดปกติออกจากท่อน้ำนมไปยังเนื้อเยื่อปกติของเต้านม และสามารถลุกลามไปยังบริเวณอื่นๆของร่างกายได้ ลักษณะผิดปกติที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองได้แก่– คลำพบก้อนผิดปกติที่เต้านมหรือรักแร้– ผิวหนังบริเวณเต้านมเปลี่ยนแปลง– หัวนมบุ๋ม มีน้ำหรือเลือดออกจากหัวนม– สำหรับอาการเจ็บเต้านม ถึงแม้ส่วนใหญ่ไม่ใช่อาการของก้อนมะเร็ง แต่มักเป็นอาการที่ทำให้ผู้ป่วยกังวลและตัดสินใจเพื่อตรวจคัดกรอง การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่มีความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมในครอบครัวและไม่มีอาการผิดปกติ ให้เริ่มการตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 25 ปี ด้วยการคลำเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน และตรวจด้วยบุคลากรทางการแพทย์ทุก 1-3 ปี เมื่ออายุ 40 ปี ควรเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี แนวทางการรักษาและทางเลือกการรักษาของมะเร็งเต้านม ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ ก้าวหน้าไปมาก แนวทางการรักษามะเร็งเต้านมไม่ได้จำกัดอยู่แค่การผ่าตัดหรือการให้ยาเคมีบำบัดเท่านั้น ทั้งนี้แพทย์จะเลือกวิธีการรักษาตามชนิดและระยะของโรค ได้แก่ • การผ่าตัด• การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด• การฉายรังสี• การรักษาด้วยฮอร์โมน• การรักษาด้วยยามุ่งเป้า การเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ตามระยะของโรค การติดตามหลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง สามารถทำให้โรคมะเร็งเต้านมในระยะต้นหายขาด นอกจากนี้ การใส่ใจดูแลสุขภาพ […]

เพราะ “มะเร็ง” ของแต่ละคนไม่เหมือนกันการรักษาจึงต้องเจาะจง ?

ในวันที่เทคโนโลยีการแพทย์ก้าวหน้าไกลเรามี “ยามุ่งเป้า” (Targeted Therapy) ที่เข้ามาเสริมศักยภาพการรักษาจุดเด่นที่สำคัญคือการทำงานแบบ “นักแม่นปืน” ?ยาจะออกฤทธิ์เจาะจงต่อโปรตีนหรือยีนที่ผิดปกติในเซลล์มะเร็งเป็นหลักจึงมักกระทบต่อเซลล์ปกติน้อยกว่าเคมีบำบัดแบบดั้งเดิมซึ่งช่วยให้: ✅ ร่างกายบอบช้ำน้อยลง เซลล์ดี ไม่ถูกทำลายไปด้วย✅ มักลดผลข้างเคียงบางอย่าง เช่น ผมร่วงหรือคลื่นไส้รุนแรง เมื่อเทียบกับเคมีบำบัด✅ ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กลับไปใช้เวลากับครอบครัวได้มากขึ้น การรักษาด้วยยามุ่งเป้า จึงเปรียบเสมือนการ ‘สู้แบบรู้จุดอ่อน’ ของเซลล์มะเร็ง เพื่อให้ทุกย่างก้าวของการรักษามีประสิทธิภาพที่สุด

ศัลยกรรม

ดูทั้งหมด

ทำความรู้จักกับการเสริมสร้างเต้านมด้วยวิธี DIEP Flap

การตัดสินใจเลือกวิธีเสริมสร้างเต้านมใหม่หลังการผ่าตัดมะเร็งเต้านม เป็นก้าวสำคัญที่เป็นเรื่องส่วนบุคคลอย่างมาก แม้ว่าการใช้ “เต้านมเทียม” (Implants) จะเป็นวิธีที่หลายคนคุ้นเคย แต่ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกขั้นสูงที่ใช้ทรัพยากรจาก “ร่างกายของผู้ป่วย” นั่นคือการผ่าตัดแบบ DIEP Flap หากกำลังมองหาผลลัพธ์ที่ให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ และเปลี่ยนแปลงไปตามวัยพร้อมกับร่างกาย นี่คือข้อมูลที่ควรทราบเกี่ยวกับเทคนิคจุลศัลยกรรมที่ทันสมัย DIEP Flap คืออะไร? คำว่า DIEP (ย่อมาจาก Deep Inferior Epigastric Perforator) คือชื่อของเส้นเลือดบริเวณหน้าท้องที่ศัลยแพทย์จะใช้ในการผ่าตัด อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ศัลยแพทย์จะย้ายเนื้อเยื่อผิวหนังและไขมันจากบริเวณหน้าท้องส่วนล่าง (คล้ายกับการผ่าตัด “ตัดแต่งหนังหน้าท้อง” หรือ Tummy Tuck) นำมาสร้างเป็นเต้านมใหม่ให้กับผู้ป่วย ความพิเศษของ DIEP Flap คือเป็นวิธีที่ “ถนอมกล้ามเนื้อ” ต่างจากวิธีในสมัยก่อน (Transverse Rectus Abdominis Myocutaneous; TRAM flap) ตรงที่แพทย์จะแยกเฉพาะไขมันและผิวหนังออกมา โดยเหลือกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้ดังเดิม ทำให้ยังคงความแข็งแรงของแกนกลางลำตัวและฟื้นตัวได้ไวขึ้น ทำไมถึงเลือกวิธี DIEP Flap?ในขณะที่การใช้เต้านมเทียมเป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยมและเจ็บตัวน้อยกว่า แต่ DIEP […]

Malignant Hyperthermia (MH)

Malignant hyperthemia คืออะไร Malignant Hyperthermia (MH) คือภาวะที่ร่างกายตอบสนองผิดปกติต่อยาบางชนิดที่ใช้ในการดมยาสลบ ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหดเกร็งอย่างรุนแรง อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง ปัจจัยหรือตัวกระตุ้น : ยาที่อาจกระตุ้นให้เกิด MH ได้แก่ ยาสลบชนิดไอระเหย ยาหย่อนกล้ามเนื้อบางชนิด พบได้บ่อยแค่ไหน : พบได้น้อยมาก ประมาณ 1 ใน 100,000 ของการดมยาสลบ สาเหตุ : เกิดจากความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อ อาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมในครอบครัว หรือเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนได้เอง ดังนั้น แม้ไม่มีประวัติครอบครัว หรือเคยดมยาสลบมาก่อน ก็ยังสามารถเกิด MH ได้ การตรวจคัดกรองในปัจจุบัน มี 2 วิธี ได้แก่ • การตรวจพันธุกรรม (Genetic test) จากการตรวจเลือด เพื่อหาความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับ MH • การทดสอบกล้ามเนื้อ (Muscle contracture test) โดยนำชิ้นเนื้อกล้ามเนื้อไปทดสอบการตอบสนองต่อยาบางชนิด ซึ่งโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องตรวจในทุกคน […]

พิชิตเนื้องอกสมอง

รู้เร็ว รักษาทัน พร้อมพลังใจที่ไม่ยอมแพ้ เนื้องอกสมองเป็นโรคที่สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ป่วยและครอบครัวไม่น้อย เพราะสมองเป็นศูนย์กลางของการควบคุมชีวิต แต่ในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้การรักษาเนื้องอกสมองมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถควบคุมโรคและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและทันท่วงที เนื้องอกสมองคืออะไร เนื้องอกสมองเกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์ในสมองหรือเนื้อเยื่อรอบสมอง อาจเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงหรือชนิดร้ายแรงก็ได้ ก้อนเนื้อเหล่านี้สามารถกดทับสมอง ส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาท การเคลื่อนไหว ความจำ และการรับรู้ สัญญาณอันตรายที่ควรใส่ใจ อาการของเนื้องอกสมองแตกต่างกันไปตามตำแหน่งและขนาดของก้อนเนื้อ สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ปวดศีรษะเรื้อรังหรือปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ คลื่นไส้ อาเจียน โดยเฉพาะในตอนเช้า ชัก หรือหมดสติ แขนขาอ่อนแรง ชา หรือการทรงตัวผิดปกติ การมองเห็น การพูด หรือความจำเปลี่ยนแปลง เมื่อมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด การวินิจฉัยที่แม่นยำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย คือก้าวแรกของชัยชนะ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) และการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นหาก้อนเนื้องอกสมอง รวมถึงการตรวจชิ้นเนื้อเพื่อระบุชนิดของเนื้องอก การรู้ชนิดและระยะของโรคอย่างชัดเจน จะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมที่สุด แนวทางการรักษาที่หลากหลาย การรักษาเนื้องอกสมองในปัจจุบันมีหลายวิธี และมักใช้ร่วมกัน ได้แก่ การผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การฉายรังสี การให้ยาเคมีบำบัด การรักษาแบบมุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัดในบางกรณี […]

สุขภาพสตรี

ดูทั้งหมด

โรคหรือภาวะสุขภาพสตรีที่พบบ่อยในแต่ละช่วงวัย

สุขภาพสตรีเป็นเรื่องสำคัญที่ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในแต่ละช่วงวัยของผู้หญิงมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและฮอร์โมนที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม การเข้าใจและเตรียมตัวรับมือกับโรคหรือภาวะที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละช่วงวัยจึงเป็นกุญแจสำคัญในการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน ศูนย์สุขภาพสตรี  ชั้น 2 โถงลิฟต์ A อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน  โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ⏱️ ในเวลาราชการ  จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.00 – 16.00 น. ⏱️ คลินิกพิเศษนอกเวลาราชการจันทร์ – ศุกร์     เวลา 16.00 – 20.00 น. เสาร์ – อาทิตย์  เวลา 08.00 – 16.00 น. ศูนย์สุขภาพสตรี  ชั้น 9 อาคารอัครราชกุมารี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ⏱️ ในเวลาราชการ  จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.00 – 16.00 น. ?นัดหมายเข้ารับบริการโทร 1118 ต่อ 5267 หรือไลน์ […]

HPV Pride Month” NO HPV NO LIMIT #ชีวิตไม่สะดุดถึงวันหยุดเอชพีวี

ร่วมสร้างความปลอดภัยห่างไกลมะเร็งที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวีด้วยการตรวจคัดกรองและฉีดวัคซีนป้องกัน ฉีดวัคซีนเอชพีวี 9 สายพันธุ์ ราคา 5,643 บาทต่อเข็ม (รวมค่าฉีดแล้ว)ตรวจภายในและคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ราคา 840 บาท ตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อไวรัสเอชพีวี ราคา 1,840 บาท ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก+ตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี ราคา 2,440 บาท อัตราดังกล่าวไม่รวมค่าบริการโรงพยาบาล และค่าธรรมเนียมแพทย์นอกเวลา

มะเร็งรังไข่ภัยเงียบที่สตรีควรระวัง

มะเร็งรังไข่ภัยเงียบที่สตรีควรระวังใครเสี่ยงบ้าง? สตรีวัยกลางคน วัยหมดประจำเดือน หรือผู้สูงอายุ สตรีที่ไม่มีบุตร หรือมีบุตรยาก ภาวะอ้วน มีประวัติครอบครัว ญาติใกล้ชิด เป็นมะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้หรือทางเดินอาหาร มีความผิดปกติของยีน โดยเฉพาะ BRCA1 / BRCA2 mutations เคยป่วยเป็นมะเร็งเต้านม มดลูก หรือลำไส้ใหญ่มาก่อน มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ สัมผัสสารเคมีต่าง ๆ เป็นประจำ เช่น แร่ใยหิน การใช้แป้งฝุ่นทาบริเวณอวัยวะเพศ สังเกตสัญญาณและอาการเตือน มะเร็งรังไข่มักไม่มีอาการเฉพาะเจาะจง ควรหมั่นสังเกตร่างกาย หากมีอาการเหล่านี้ติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูกเรื้อรัง ปวดในอุ้งเชิงกราน หรือปวดท้อง ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือลำบาก แน่นท้อง รู้สึกอิ่มเร็วขึ้นหลังรับประทาน ท้องโตขึ้นคลำได้ก้อนในช่องท้อง “มะเร็งรังไข่เป็นภัยเงียบ อย่าเขินอายที่จะตรวจภายใน รู้ไวรักษาทัน สร้างเกราะป้องกันมะเร็งรังไข่” ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 9 ศูนย์การแพทย์มะเร็งวิทยาจุฬาภรณ์

หัวใจและหลอดเลือด

ดูทั้งหมด

เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบไร้สาย (Leadless Pacemaker)

? นวัตกรรมการรักษาโรคหัวใจ เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบไร้สาย (Leadless Pacemaker) ภาวะหัวใจเต้นช้า (Bradycardia) เป็นปัญหาที่อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของผู้ป่วย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปอย่างก้าวหน้า โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้นำนวัตกรรม เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบไร้สาย (Leadless Pacemaker) มาใช้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ⸻ ? ทางเลือกใหม่ของการรักษาที่ปลอดภัยและแม่นยำเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบไร้สายเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็ก ฝังเข้าไปในหัวใจโดยตรงผ่านทางหลอดเลือดดำบริเวณขาหนีบ โดยไม่ต้องใช้สายไฟและไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผลที่หน้าอก แตกต่างจากเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบเดิม จึงช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อ ลดภาวะแทรกซ้อนจากแผลผ่าตัด และเพิ่มความสบายในการใช้ชีวิตระยะยาวของผู้ป่วย ⸻ ? ความสำเร็จของการรักษาศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มแรกด้วยเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบไร้สายแล้ว 5 ราย โดยผลการรักษาเป็นไปด้วยดี ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม สะท้อนถึงความพร้อมของทีมแพทย์เฉพาะทางและเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานสากล ⸻ ? ผู้ป่วยกลุ่มใดเหมาะกับเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบไร้สาย1) ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นช้าผิดปกติ• ผู้ป่วยที่มี หัวใจห้องบนสั่นพลิ้วร่วมกับหัวใจเต้นช้า (Atrial Fibrillation with slow ventricular response)• ผู้ที่มีอาการหัวใจเต้นช้าเป็นช่วง ๆ หรือหยุดเต้นชั่วคราว ส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืด เป็นลม […]

หัวใจห้องบนสั่นพลิ้วอันตรายเกินคาดเสี่ยงสมองขาดเลือด

หัวใจห้องบนสั่นพลิ้วอันตรายเกินคาดเสี่ยงสมองขาดเลือดมากกว่า 70% ที่ไม่รู้ตัวและไม่ได้รับการรักษา โรคที่เกิดจากหัวใจห้องบนซ้ายเต้นผิดจังหวะเรียกว่า ภาวะหัวใจห้องบนสั่นระริก บางคนอาจเรียกว่าหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ซึ่งทางการแพทย์เรียกสั้น ๆ ว่า AF โดยเป็นหนึ่งในโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่มีความน่ากลัว ส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติ แต่เป็นสาเหตุที่สำคัญของลิ่มเลือดอุดตันในสมองทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตจากภาวะสมองขาดเลือด เพราะภาวะหัวใจห้องบนสั่นระริก จะทำให้เกิดลิ่มเลือดในหัวใจห้องบนซ้าย จากนั้นจะถูกส่งมาที่หัวใจห้องล่างซ้ายที่ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ดังนั้น ถ้าลิ่มเลือดนี้ออกไปอุดในอวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะอุดในสมองก็จะส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะสมองขาดเลือดได้ และการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว Atrial Fibrillation (AF) อาการใจสั่นรัว ใจสั่น เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม นอนหลับไม่เพียงพอ ป่วยโรคเรื้อรัง : หลอดเลือดหัวใจตีบ เบาหวาน ความดัน นอนกรน ไตเรื้อรัง พฤติกรรมเสี่ยง : ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ น้ำหนักตัวมาก “AF เป็นภาวะที่ไม่มีอาการทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว จะมีส่วนน้อยมากที่รู้ตัวเพราะมีอาการชัดเจน เช่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม นอนหลับไม่เพียงพอ ส่วนคนที่ไม่รู้และไม่ได้คัดกรองก็จะไม่รู้ตัว […]

ออโธปิดิกส์

ดูทั้งหมด

โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบบริเวณเอว LUMBAR SPINAL STENOSIS

โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบบริเวณเอว หรืออีกชื่อที่คนทั่วไปมักเรียกว่ากระดูกกหลังเสื่อมทับเส้นประสาท เป็นภาวะที่มักพบในผู้สูงวัยอายุมากกว่า 60 ปี โรคนี้เกิดจากความเสี่ยมของหมอนรองกระดูก (Intervertebral Disc) มีการฉีดขาดหรือความสูงลดลง และข้อต่อกระดูกหลัง (Facet) เกิดข้อเสื่อม หรือมีกระดูกงอกขึ้น ทำให้กระดูกหลังขาดความมั่นคงจึงเป็นสาเหตุของอาการปวดหลัง และนำมาซึ่งโพรงกระดูกหลังตีบแคบกดทับเส้นประสาท อาการของโรค ผู้ป่วยมักจะมาด้วยอาการเฉพาะ (Neurogenic Claudication) คือปวดร้าวลงขา ความรู้สึกชา และหากเป็นมากอาจพบอาการอ่อนแรงกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ โดยจะมีอาการมากขณะยืนเดินนาน ๆ  และอาการจะทุเลาเมื่อนั่งพักเอนตัวไปข้างหน้าหรือนอนพัก การวินิจฉัยโรค การวินิจฉัยจากการซักประวัติตรวจร่างกาย และส่งตรวจทางด้านรังสีวินิจฉัย โดยเครื่องตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI มีประโยชน์ และให้ความแม่นยำมากที่สุด ซึ่งจะช่วยในด้านการวางแผนการรักษา และผ่าตัด ภาพถ่ายเอกซเรย์ โรคกระดูกหลังเสื่อม การรักษา การรักษาเริ่มจากวิธีไม่ผ่าตัด ได้แก่ การฝึกกายภาพเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง การดึงหลัง และยา หากเมื่อผู้ป่วยอาการยังไม่ดีขึ้นจึงเป็นการผ่าตัด ได้แก่ การผ่าตัดเปิดระบายโพรงกระดูกสันหลัง การใส่โลหะดามกระดูกสันหลัง การใส่วัสดุเทียบทดแทนหมอนรองกระดูกสันหลัง โดยมีวิธีการผ่าตัดทั้งแบบเปิดแผลปกติ หรือเปิดแผลขนาดเล็ก ภาพถ่ายเอกซเรย์ หลังผ่าตัดเปิดระบายช่องไขสันหลังและใส่โลหะยึดดามกระดูกสันหลัง ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังเป็นเวลานาน มีอาการปวดร้าวลงขา อาการชา […]

โรคกระดูกพรุน Osteoporosis

โรคกระดูกพรุน คือ โรคที่ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกมีมวลลดลง ส่งผลให้กระดูกมีความเปราะ บางมากขึ้น มีความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้ง่ายมากขึ้น โรคกระดูกพรุนพบมากในผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลงหลังหมดประจำเดือนนั่นเอง โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่พบเจอได้บ่อย มีปริมาณของผู้ป่วยมาก แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับการวินิจฉัย เนื่องจากไม่มีอาการของโรคที่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบอุบัติการณ์การเกิดกระดูกหักในผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดจากภาวะกระดูกพรุน พบว่าสูงกว่า โรคหลอดเลือดหัวใจหรือว่าโรคมะเร็ง เสียอีก อาการของโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกพรุนไม่มีอาการบ่งบอกชัดเจน ดังนั้นคนที่เป็นอาจจะไม่ทราบได้เลยว่าตัวเป็นโรคกระดูกพรุนอยู่ ซึ่งกว่าจะแสดงอาการให้เห็น คือ มีภาวะกระดูกหักง่ายจากภาวะกระดูกพรุน ในอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น ลื่นล้ม ซึ่งบริเวณของกระดูกหักที่พบบ่อย จะเป็นกระดูกบริเวณสะโพก ข้อมือ หรือกระดูกสันหลัง โดยกระดูกหักเหล่านี้มีความสำคัญ อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถที่จะเดินได้อีก เป็นต้น วิธีการป้องกันและรักษา วัตถุประสงค์หลักของการรักษาโรคกระดูกพรุน คือ การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกหักซึ่งจะนำมาซึ่งความทุพลภาพหลายๆอย่างตามมา ทำให้ลดการพึ่งพาบุคคลอื่นๆในบั้นปลายของชีวิต วิธีการป้องกัน ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ เช่น การเดิน วิ่งเบาๆ รำมวยจีน เต้นแอโรบิก เป็นต้น รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเพียงพอ เหมาะสมกับวัย ได้รับแสงแดดที่เพียงพอ เช่น แดดอ่อนๆในตอนเช้า มีวิธีการป้องกันการหกล้มให้กับผู้สูงอายุ […]

โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis)

โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ พบได้บ่อยในวัยกลางคน และผู้สูงอายุ และมีแนวโน้มจะพบได้มากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทย กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) ผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม คือภาวะที่เกิดจากการสึกหรอของผิวข้อเข่า เกิดการเสียดสีกันของกระดูกใต้ผิวข้อ ทำให้เกิดอาการปวดเข่า, ข้อเข่าผิดรูป, เดินได้ไม่ปกติ, ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ไม่สะดวก จนอาจถึงขั้นทุพพลภาพได้ เกิดความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกาย และจิตใจ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม 1.  อายุมากกว่า 50ปี ขึ้นไป 2.  น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน (ค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 25) 3.  มีอาการปวดในข้อเข่า, ข้อยึด-ติด หรือไม่มั่นคงขณะเดิน 4.  ขาโก่งผิดรูป 5.  พิสัยการงอ-เหยียดหัวเข่าลดลง 6.  มีเสียงดังกรอบแกรบในหัวเข่าขณะเคลื่อนไหว การรักษา การรักษาเริ่มจากวิธีการอนุรักษ์นิยม ได้แก่ หลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เกิดอาการปวด เช่นท่านั่งคุกเข่า, นั่งยอง, นั่งพับเพียบ, นั่งขัดสมาธิ แนะนำให้ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อต้นขาส่วนหน้า เช่น การปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ, รำมวยจีน ลดน้ำหนักลง อย่างน้อยร้อยละ 5 […]

อายุรกรรม

ดูทั้งหมด

โรคลมแดด(Heat Stroke) ภัยร้อน…ที่ป้องกันได้

ประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน การสัมผัสความร้อนจึงเป็นเรื่องใกล้ตัว โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่สภาพอากาศบ้านเราร้อนทวีความรุนแรงขึ้น โรคลมแดด (Heat Stroke) จึงเป็น ภัยร้อนที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่ถูกมองข้ามอีกต่อไป โดยโรคนี้เกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ทัน ส่งผลให้อุณหภูมิแกนกลางร่างกายสูงขึ้นจนระบบต่างๆเริ่มทำงานผิดปกติ โดยมีความรุนแรงตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตกลไกการระบายความร้อนและปัจจัยเสี่ยง โดยปกติร่างกายจะระบายความร้อนผ่านการนำความร้อน การพาความร้อน การแผ่รังสี และ “การระเหยของเหงื่อ” ซึ่งเป็นกลไกหลัก แต่ในสภาวะที่ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง เหงื่อจะระเหยได้ยาก ทำให้ร่างกายสะสมความร้อนไว้สูงขึ้นใครบ้างที่เสี่ยง?• เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปี และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง หรือเล่นกีฬากลางแจ้ง• โรคประจำตัว: โรคหัวใจ โรคปอด ภาวะอ้วน หรือผู้ที่มีอาการป่วยและพักผ่อนไม่เพียงพอ• ยาและสารบางชนิด: ยาขับปัสสาวะ, ยาลดความดันกลุ่ม Beta blockers, ยาแก้แพ้, แอลกอฮอล์ และสารกระตุ้นต่างๆ ระดับความรุนแรงของโรคจากความร้อนเราสามารถแบ่งกลุ่มอาการตามความรุนแรงได้ดังนี้:• ระดับน้อย: ผื่นคันจากความร้อน การบวมตามมือเท้า และตะคริวแดด (Heat cramps) ซึ่งมักปวดเกร็งบริเวณหน้าท้องหรือขา• ระดับปานกลาง: การเพลียแดด (Heat exhaustion) ผู้ป่วยจะมีเหงื่อออกมาก ตัวเย็นชื้น […]

เป็นครู เสี่ยงโรคอะไรบ้าง ?

อาชีพครูเป็นอาชีพที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคนและสังคม โดยผู้ที่เป็นครูไม่เพียงแค่ถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องรับผิดชอบในการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อให้เติบโตไปเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ แต่ว่าอาชีพครูนั้นก็มีความท้าทายและภาระที่หนัก ทั้งในเรื่องของการเตรียมการสอน การดูแลนักเรียน และการรับมือกับความเครียดจากงานที่ต้องทำทุกวัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของครูได้ดังนั้น การดูแลสุขภาพของตัวครูเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับครู เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ดี ครูยังต้องใส่ใจในการรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อน รวมถึงการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพจิต เพื่อป้องกันภาวะเครียดและอาการเหนื่อยล้าจากการสอน การดูแลสุขภาพที่ดีจะช่วยให้ครูสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ อาชีพครูเสี่ยงโรคอะไรบ้าง? 1.โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ในอาชีพครู การนั่งทำงานนานๆ เช่น การนั่งสอนหรือตรวจการบ้าน อาจทำให้เกิดอาการของโรคออฟฟิศซินโดรม ซึ่งมีลักษณะอาการปวดบริเวณคอ ไหล่ และหลัง เนื่องจากกล้ามเนื้อและข้อต่อถูกใช้งานในท่าเดิมๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน นอกจากนี้หากมีอาการดังกล่าวเรื้อรัง ร่วมกับอาการชามือ มืออ่อนแรง อาจมีความเสี่ยงของโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการทำงาน 2.โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) การยืน นั่ง หรือเดินเป็นเวลานานในชีวิตประจำวันของครู โดยเฉพาะการเดินหรือเคลื่อนไหวในลักษณะเดิมซ้ำๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้ โรคนี้มีลักษณะสำคัญคือ อาการปวด บวมบริเวณเข่า และข้อเข่ายึดตึง ส่งผลให้การเคลื่อนไหวลดลงและเกิดข้อจำกัดในกิจวัตรประจำวัน ครูที่ต้องใช้ข้อเข่าทำงานอย่างต่อเนื่องจึงถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคดังกล่าว คำแนะนำในการป้องกัน:  • ปรับเปลี่ยนท่าทางขณะทำงาน เช่น การลุกเดินยืดเส้นยืดสายทุกๆ 30-60 นาที  • […]

เทคโนโลยีจักษุวิทยา

ดูทั้งหมด

จริงหรือไม่ “เบาหวาน” ขึ้นตาแล้วจะตาบอด

เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ดังนั้นโรคหรือความเสื่อมต่าง ๆ ที่เกิดจากภาวะสูงอายุจึงพบได้มากขึ้นและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยรวมถึงบุคคลรอบข้าง หนึ่งในโรคที่พบบ่อย คือ โรคเบาหวาน จากการสำรวจขององค์การ International Diabetes Federation หรือ IDF พบว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกถึง 463 ล้านคน เเละมีเเนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยคาดการณ์ว่าในอีก 26 ปีข้างหน้า จะมีผู้ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานทั่วโลกประมาณ 700 ล้านคน ซึ่งประเทศไทยเองเบาหวานถือเป็นโรคยอดนิยมอันดับต้น ๆ เช่นกัน เบาหวานมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิดหลัก ๆ คือ ชนิดที่ 1 คือ ชนิดที่เกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน โดยมักพบในคนอายุน้อย ๆ (ส่วนใหญ่น้อย กว่า 30 ปี) มักมีอาการเเสดงให้เห็นตั้งเเต่เริ่มเป็น ได้เเก่ น้ำหนักลด ปัสสาวะบ่อย เป็นต้น ชนิดที่ 2 คือ ชนิดที่เกิดจากการที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งพบในผู้สูงอายุ ตั้งเเต่ 40 […]

เวชศาสตร์ฟื้นฟู

ดูทั้งหมด

office syndrome ปรับเปลี่ยนวันละนิดลดภาวะเสี่ยงออฟฟิศซินโดรม

Office Syndrome หรืออาการปวดที่เกิดจากการทำงาน เป็นได้ด้วยตัวเอง อาจโดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทรงท่าการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม และการออกกำลังกาย โดยในเนื้อหาบทความสุขภาพนี้ จะพูดถึงการออกกำลังกาย ในสองรูปแบบคือการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง (Strengthening Exercise) และการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ (Stretching Exercise) โรคออฟฟิศซินโดรม : Office Syndrome ขั้นตอนการปฏิบัติ นั่งตัวตรงประสานมือสองข้างไว้ที่ท้ายทอย ออกแรงดึงข้อศอกไปทางด้านหลังจนรู้สึกตึง ค้างไว้ 10 วินาที ทำซ้ำ 5 ครั้ง ขั้นตอนการปฏิบัติ นั่งตัวตรง ก้มศีรษะลง ประสานมือไว้ที่ท้ายทอย ออกแรงกดศีรษะลงเบาๆ จนรู้สึกตึงค้างไว้ 10 วินาที ทำซ้ำ 5 ครั้ง เอียงศีรษะไปทางด้านซ้าย จนรู้สึกตึงที่ต้นคอด้านซ้าย ค้าง 10 วินาที ทำ 5 ครั้ง จากนั้นเปลี่ยนเป็นข้างขวาทำเช่นเดียวกัน ใช้ปลายนิ้วหัวเม่มือดันที่ปลายคาง เงยศีรษะขึ้นจนรู้สึกตึงที่บริเวณต้นคอด้านหน้า ค้างไว้ 10 วินาที ทำซ้ำ 5 ครั้ง […]

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นคำศัพท์ที่ไว้เรียกแทนกลุ่มอาการต่างๆ ที่มีสาเหตุจากการนั่งทำงานหรืออยู่ท่าใดท่าหนึ่งเป็นระยะเวลานานๆ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดบริเวณศีรษะ คอ บ่า ไหล่ หรือหลังส่วนล่าง วิธีปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันออฟฟิศซินโดรม ประกอบด้วย 2 ประการ ได้แก่ การปรับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมในการทำงาน กับการออกกำลังกาย การปรับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมในการทำงาน หลีกเลี่ยงการนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานๆ เป็นวิธีการที่สำคัญที่สุดในระหว่างทำงาน อย่างน้อยทุกๆ 1 ชั่วโมงควรมีการเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ยืดกล้ามเนื้อ ลุกยืน หรือเดิน ปรับท่านั่งให้เหมาะสม

โภชนาการ

ดูทั้งหมด

อาหารสร้างสุข

ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจทำให้เกิดการจราจรที่ติดขัดอย่างคาดการณ์ไม่ถึง พาลทำให้เกิดอารมณ์ขุ่นมัว หลายๆ คนจึงอยากหาอะไรทำเพื่อที่จะคลายเครียด บางคนใช้การออกกำลังกาย แต่บางคนใช้การรับประทานอาหาร             วันนี้อาหารสร้างสุขของเรา ก็จะมาบอกว่า ทานอะไรที่จะช่วยคลายความร้อนกายร้อนใจได้บ้าง             โดยอาหารส่วนใหญ่จะเป็นอาหารที่ได้พลังงานกลูโคสแก่ร่างกายจำพวกกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเป็นหลาย เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล ฯลฯ นั้น จะทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงขึ้นร่างกายจึงกระตุ้นการหลั่งอินซูลินมากขึ้น ทำให้กรดอะมิโนที่จับกับสารปริปโตเฟนถูกนำไปใช้ ทำให้ทริปโตเฟนสามารถนำไปสร้างเป็น “ซีโรโทนิน” ผ่านเข้าไปยังสมองได้มากขึ้น ซึ่งเป็นสารเพิ่มความสุข ทำให้เรารู้สึกผ่านคลายและอารมณ์ขึ้น ตัวอย่างอาหารที่ช่วยเพิ่มความสุขให้เกิดขึ้น ได้แก่ กล้วย : อุดมไปด้วยวิตามินบี 6  และทริปโตเฟน ซึ่งช่วยสร้างสารเซโรโทนินในร่างกาย ทำให้คลายความตึงเครียดของประบบประสาท รู้สึกผ่อนคลาย และช่วยให้นอนหลับสบาย ไข่ : มีคุณค่าอหารมากมายทั้งโปรตีน วิตามินบี ไอโอดีน สังกะสี และกรดไขมัน โอเมก้า-3 ซึ่งเป็นตัวตั้งต้นทำงานร่วมกับสร้างทริปโตเฟน แลยังทำให้อิ่มท้องนานขึ้น (ไข่ไก่ ขนาด 55 กรัม ให้โปรตีน 7 กรัม พลังงานเฉลี่ย 75 กิโลแคลอรี่) คาร์กช็อกโกแลต : มีประโยชน์มากกว่าช็อกโกแลตนามธรรมดา เพราะมีน้ำตาลน้อยและในช็อกโกแลตมีสารที่เรียกว่า ฟีนิลเอทิลเอมีน […]

โลหิตวิทยาและเซลล์บำบัด

ดูทั้งหมด

การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด: นวัตกรรมพลิกฟื้นชีวิตผู้ป่วย โรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด: นวัตกรรมพลิกฟื้นชีวิตผู้ป่วย โรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ มุ่งมั่นสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน พร้อมให้บริการการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Hematopoietic Stem Cell Transplantation) หรือ การปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับโรคทางโลหิตวิทยาหลายชนิดและยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยโรคเลือดอย่างมีประสิทธิภาพ ทำความรู้จัก: การปลูกถ่ายไขกระดูกคืออะไร?การปลูกถ่ายไขกระดูกไม่ใช่การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะแบบที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นกระบวนการรักษาที่เริ่มจากการให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่มีความผิดปกติ หลังจากนั้น แพทย์จะทำการปลูกถ่ายไขกระดูกที่ปกติ ซึ่งอาจเก็บสะสมไว้จากตัวผู้ป่วยเองหรือได้รับบริจาคจากผู้อื่น เพื่อเข้าไปฟื้นฟูและสร้างระบบเลือดใหม่ที่สมบูรณ์ โรคใดบ้างที่รักษาได้ด้วยวิธีนี้?การปลูกถ่ายไขกระดูกในปัจจุบัน เป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานสากลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาหลายชนิด ได้แก่:•มะเร็งต่อมน้ำเหลือง กรณีที่มีการกลับมาเป็นซ้ำ•มะเร็งเม็ดเลือดขาว: หรือที่รู้จักกันในชื่อ ลูคีเมีย•Multiple Myeloma: โรคมะเร็งไขกระดูก เจาะลึก 6 ขั้นตอนสำคัญในการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อให้ผู้ป่วยและญาติมีความมั่นใจ กระบวนการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ดังนี้: 1. การกระตุ้นเซลล์:เริ่มจากการฉีดยาเพื่อกระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดออกมาจากไขกระดูก 2. การเก็บเซลล์ (Apheresis): ใช้เครื่องมือที่ทันสมัยในการคัดแยกและเก็บเซลล์ต้นกำเนิดไว้ 3. การแช่แข็ง: เซลล์ที่เก็บได้จะถูกนำไปแช่แข็งในสภาวะที่เหมาะสมเพื่อรอวันปลูกถ่าย 4. การเตรียมร่างกาย: ผู้ป่วยจะได้รับยาเคมีบำบัดขนาดสูงเพื่อกำจัดเซลล์ะเร็งที่หลงเหลือออกไป 5. การปลูกถ่ายเซลล์: เมื่อร่างกายพร้อมจะมีการฉีดเซลล์ต้นกำเนิดที่ละลายแล้วเข้าสู่ทางหลอดเลือดดำ 6. การฟื้นฟูและติดตามผล: ทานยาและดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด โดยรักษาตัวที่โรงพยาบาลซึ่งทีมแพทย์จะดูแลอย่างใกล้ชิดจนระดับเม็ดเลือดกลับสู่ภาวะปกติ โดยจะมีการประเมินผลตัวโรคซ้ำอีกครั้งที่ Day […]

ธาลัสซีเมีย ในคนไทย

โรคธาลัสซีเมีย คือ โรคโลหิตจางที่มีความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงและแตกง่าย  สาเหตุเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมระดับยีนที่มีผลต่อการสังเคราะห์ฮีโมโกลบินซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นส่วนสำคัญของเม็ดเลือดแดงผิดปกติไป ส่งผลให้เกิดเม็ดเลือดแดงมีรูปร่างที่ผิดปกติ ร่วมกับ เม็ดเลือดแดงอายุสั้นและแตกง่าย  เกิดภาวะโลหิตจางเรื้อรัง รวมถึงอาจทำให้เกิดสภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น นิ่วในถุงน้ำดี ภาวะเหล็กเกินในเลือด การเจริญเติบโตผิดปกติ รวมถึงภาวะฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติตามมา ความผิดปกติมีได้หลายแบบ ทั้งแบบที่สร้างโกลบินได้ลดลง หรือสร้างสายโกลบินที่ผิดปกติไป ทั้งนี้ความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับชนิดและจำนวนยีนที่ผิดปกติ  พาหะธาลัสซีเมียในคนไทย ในประเทศไทยมีผู้เป็นพาหะประมาณร้อยละ 34 ของประชากรทั้งหมด และมีทารกเกิดใหม่เป็นโรคนี้ ปีละประมาณ 12,500 ราย โดยตามอุบัติการณ์มีประชากรที่เป็นพาหะธาลัสซีเมียอยู่จำนวนมาก แบ่งตามชนิดได้ดังนี้ 20-30% เป็นพาหะแอลฟาธาลัสซีเมีย (alpha thalassemia) 13% เป็นพาหะฮีโมโกลบินอี (hemoglobin E) 9% เป็นพาหะของบีตาธาลัสซีเมีย (beta thalassemia) โรคธาลัสซีเมีย มีกี่ชนิด? โรคธาลัสซีเมีย แบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ แอลฟาธาลัสซีเมีย (alpha Thalassemia) กับ บีตาธาลัสซีเมีย (beta Thalassemia) 1.แอลฟาธาลัสซีเมีย […]

โสต ศอ นาสิก

ดูทั้งหมด

ทำอย่างไร ? มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหู

สิ่งแปลกปลอมในหู เป็นภาวะที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ วัตถุที่ปล่อยไว้ แล้วเกิดปฏิกิริยากับช่องหูได้ เช่น ถ่านไฟ , เมล็ดพืช , แมลง เป็นต้น วัตถุที่ปล่อยไว้ แล้วไม่เกิดปฏิกิริยาในช่องหู เช่น ลูกปัด สำลี เป็นต้น ส่วนใหญ่อาจมาด้วยอาการ หูอื้อ คันหู หรือในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อาจมีน้ำที่ไม่สะอาดเข้าหู , หรือแป้งเข้าหู ซึ่งหากแคะหรือปั่นหูเอง ก็จะเกิดอาการหูอักเสบตามมาได้ นอกจากนี้ในกรณีมีภาวะแทรกซ้อน จะเกิดอาการปวดหู ช่องหูอักเสบ แก้วหูทะลุได้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง การดูแลเบื้องต้นด้วยตนเอง เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมในหู             1. ถ้าพบเห็นสิ่งแปลกปลอมติดอยู่หน้ารูหู ไม่ลึก อาจลองคีบวัตถุนั้นออกอย่างเบามือ ภายใต้แสงสว่างอย่างเพียงพอ             2. ห้ามใช้ไม้พันสำลีเขี่ยวัตถุออกเอง เพราะอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมติดลึกไปมากขึ้น จนเป็นอันตรายต่อแก้วหูได้             3. หากสิ่งแปลกปลอมเป็นของเหลว อาจเอียงเอาหูข้างนั้นลงต่ำ และใช้ผ้าขนหนูสะอาดเช็ดซับด้านนอกรูหู             4. หากเป็นแมลงเข้าหู หรือเป็นวัตถุทรงกลมเข้าหู ให้เอียงศีรษะข้างนั้นขึ้น และใช้น้ำมันพืช ใส่ไปในรูหู ทิ้งไว้ 5 นาที […]

ผู้ป่วยโรคไต ทานผัก ผลไม้ อะไรดี

โรคไตเรื้อรัง(Chronic Kidney Disease) คือ โรคที่มีความผิดปกติของโครงสร้างและหน้าที่ของไตนานกว่า 3 เดือน โดยดูจากอัตราการกรองของเสียจากร่างกายเป็นค่าแสดงสมรรถภาพการทำงานของไตที่ดีที่สุด สำหรับผู้ป่วยที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมีความจำเป็นในการเลือกอาหารการได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและปริมาณพอดีกับร่างกายในแต่ละวัน ควรขอคำแนะนำจากแพทย์ หรือนักกำหนดอาหาร เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่พอเหมาะ สำหรับผักและผลไม้ที่หลายคนมองว่ามีประโยชน์กับร่างกาย แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตนั้น ผัก ผลไม้บางชนิดอาจก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย ผู้ป่วยโรคไตควรเลือกรับประทานผัก ผลไม้ ที่มีระดับโพแทสเซียมในเลือด น้อยกว่า 5 มิลลิโมล/ลิตร เพราะหากระดับโพแทสเซียมสูงเกินไป อาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติหรือหยุดเต้นได้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงและเลือกอาหารที่มีโพแทสเซียมต่ำ – ปานกลาง ดังนี้ ศูนย์โรคไต โรงพยาบาลจุฬาภรณ์                                                                                                                

ปริมาณโซเดียมในอาหาร ที่ผู้ป่วยไตต้องรู้

             ผู้ป่วยไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จำเป็นต้องจำกัดโซเดียมให้อยู่ระหว่าง 2,000 – 2,400 มิลลิกรัม/วัน ในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง หรือบวมร่วมด้วยต้องจำกัดโซเดียมให้น้อยกว่า  2,000 มิลลิกรัม/วัน ข้อคำนึง คือ การบริโภคอาหารตามธรรมชาติโดยไม่ปรุงรส จะได้ปริมาณโซเดียมไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัม             ดังนั้น ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด อาหารหมักดองที่ใช้เกลือในการถนอมอาหาร เช่น ไข่เค็ม กะปิ เต้าหู้ยี้ ปลาเค็ม แหนม ผักดองเปรี้ยว ผลไม้ดอง เป็นต้น เลือกรับประทานอาหารรสอ่อนเค็ม และจำกัดการใช้เครื่องปรุงรส ทั้งน้ำปลา ซีอิ้วขาว ซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม เต้าเจี้ยว ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ ปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงรส เครื่องปรุงรส ปริมาณ โซเดียม (มิลลิกรัม) เกลือ 1 ช้อนชา 2,000 น้ำปลา 1 ช้อนชา 465-600 ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ […]

การปลูกถ่ายไต

การปลูกถ่ายไตคืออะไร การปลูกถ่ายไต คือ การบำบัดทดแทนไตในการรักษาภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายวิธีหนึ่ง โดยนำไตที่ยังทำงานดีหนึ่งข้างจากผู้บริจาคที่มีชีวิตหรือผู้บริจาคที่เสียชีวิตภาวะสมองตาย นำมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยให้ผลในการรักษาดีกว่าและประสบความสำเร็จมากกว่าการบำบัดทดแทนไตวิธีอื่น ๆ เช่น การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมและการล้างไตทางช่องท้อง ประโยชน์ของการปลูกถ่ายไตที่เหนือกว่าการบำบัดทดแทนไตชนิดอื่น ๆ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไต จะมีการทำงานของไตที่ใกล้เคียงกับผู้ป่วยที่มีไตปกติทั้งสองข้าง และเหนือกว่าการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีอื่น ได้แก่ การกรองของเสีย การแลกเปลี่ยนดูดกลับน้ำและเกลือแร่ ผลิตฮอร์โมน เป็นต้น  อีกทั้งยังลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด การติดเชื้อและโรคแทรกซ้อนจากการฟอกไต ลดการจำกัดชนิดอาหาร รับประทานอาหารได้มากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันและทำงานได้มากขึ้น การปลูกถ่ายไตมี 2 ชนิด การปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคมีชีวิต ผู้บริจาคไตต้องเป็นญาติที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือเป็นสามีภรรยาที่แต่งงานตามหลักเกณฑ์ที่ระบุตามกฎหมาย  การปลูกถ่ายไตโดยวิธีนี้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้ตั้งแต่มีภาวะไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ยังไม่เข้ารับการบำบัดทดแทนไตโดยการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้อง การปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคสมองตาย ในทางการแพทย์และกฎหมายถือว่าเป็นผู้เสียชีวิตแล้ว ที่มีการทำงานของไตยังปกติ โดยผ่านการบริจาคให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยซึ่งจะเป็นองค์กรกลางที่จัดสรรให้กับผู้รอรับไตอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้การปลูกถ่ายไตโดยการซื้อขายไตจากบุคคลอื่นที่มีชีวิตอยู่ซึ่งไม่ใช่ญาติที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือสามีภรรยาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากผิดกฎหมายและจรรยาบรรณทางการแพทย์และศีลธรรม โอกาสของการประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายไต เป็นอย่างไร ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีการรักษาที่ดีขึ้น มีการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการการเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อไตและเลือดของผู้บริจาคและผู้รับบริจาค มีการผ่าตัดโดยใช้วิธีส่องกล้อง มียากดภูมิคุ้มกันชนิดรับประทานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้โอกาสประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายไตสูงกว่าในอดีตมาก แต่อย่างไรก็ตาม ผลสำเร็จในการปลูกถ่ายไตขึ้นกับหลายปัจจัย ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือชนิดของไตที่ได้รับ ถ้าเป็นไตที่มาจากญาติพี่น้องที่เนื้อเยื่อสามารถเข้ากันได้ และมาจากบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ โอกาสที่ไตจะทำงานได้เป็นปกติ และทำให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวขึ้นก็มีสูงขึ้นผลสำเร็จใน 1 ปี […]