กรุงเทพมหานคร (27 พฤษภาคม 2569) – ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดงานแถลงข่าวครั้งประวัติศาสตร์เปิดตัวโครงการ “TIGERS-X” (Thailand Innovative G-force varied Emulsification Research for Space exploration) หรือ “นวัตกรรมหุ่นยนต์วิจัยอาหารทางการแพทย์ด้วยเทคโนโลยีระดับอวกาศ” ณ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อประกาศความสำเร็จในการส่งชุดการทดลองวิทยาศาสตร์แนวหน้าฝีมือคนไทยขึ้นไปปฏิบัติการจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ด้วยการย่อห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ลงมาให้อยู่ในรูปแบบของ Lab-on-a-chip ซึ่งมีขนาดเล็กมากเทียบเท่ากับแผ่นชิปหรือนามบัตรเพื่อให้สามารถบรรจุลงในกล่อง Payload ขนาดเท่าโน้ตบุ๊ก พร้อมเปิดห้องควบคุมภารกิจเชื่อมต่อข้อมูลตรงจากอวกาศสู่พื้นโลกเป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร. แพทย์หญิงรวงผึ้ง สุทเธนทร์ รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ , รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีรภัทร อึ้งตระกูล รักษาการคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วเรศ จันทร์เจริญ อาจารย์ผู้พัฒนาโครงการ Tigers-X ร่วมแถลงความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นี้ ณ ห้องบรรยาย 3A-301 ชั้น 3 อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มุ่งมั่นดำเนินงานตามพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงมุ่งหวังให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นรากฐานในการสร้างสรรค์องค์ความรู้ นวัตกรรม และบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล ความสำเร็จของโครงการ TIGERS-X ที่ได้รับการนำส่งขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ด้วยยานอวกาศ Dragon ของบริษัท SpaceX ในภารกิจ SpaceX CRS-34 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลก เป็นเครื่องพิสูจน์ชัดเจนว่านักวิจัยไทยมีขีดความสามารถในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีขั้นสูงที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล และสามารถปฏิบัติงานวิจัยในอวกาศได้สำเร็จ “นโยบายสูงสุดของเราคือการสร้างความยั่งยืนด้านสาธารณสุข และเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจาก ‘ผู้ซื้อเทคโนโลยี’ ให้กลายมาเป็น ‘ผู้พัฒนาและส่งออกนวัตกรรมระดับโลก’ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจอวกาศและยกระดับการแพทย์แม่นยำอัตโนมัติเพื่อมวลมนุษยชาติ รวมถึงการเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ไทยรุ่นใหม่ได้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานระดับสากล” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ เน้นย้ำ
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร. แพทย์หญิงรวงผึ้ง สุทเธนทร์ รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กำกับดูแลด้านวิจัยและนวัตกรรม เผยว่า โครงการ TIGERS-X คือตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนที่สุดของการก้าวไปสู่งานวิจัยขั้นสูงในระดับ Frontier Research หรือ ‘งานวิจัยแนวหน้า’ ในขอบเขตความรู้ใหม่ที่โลกกำลังให้ความสนใจ โดยภารกิจนี้เป็นการส่งหุ่นยนต์ระบบต้นแบบการผสมสารอาหารทางหลอดเลือดดำ หรือ TPN (Total Parenteral Nutrition) ขึ้นไปศึกษาพฤติกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Microgravity) เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ทางชีวการแพทย์และวิศวกรรมที่หาไม่ได้บนโลก
ขณะที่ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีรภัทร อึ้งตระกูล รักษาการคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ได้กล่าวถึงโครงการ TIGERS-X ว่ามีความภาคภูมิใจที่โครงการเกิดจากความมุ่งมั่นความทุ่มเทของคณาจารย์และนักวิจัยของคณะซึ่งความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ที่มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพเพื่อสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนผ่านการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ แล้วก็การสร้างสรรค์งานวิจัยที่จะตอบโจทย์อนาคตของสังคม โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา คณะได้มีส่วนร่วมในเรื่องของการสนับสนุนระบบนิเวศด้านการวิจัย สนับสนุนเครื่องมือ ทรัพยากร และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม จนทำให้แนวคิดจากห้องปฏิบัติการสามารถก้าวไปสู่การทดลองในสถานีอวกาศนานาชาติได้สำเร็จ ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์สำคัญว่าจริง ๆ งานวิจัยของคนไทยทางด้านวิชาการ งานวิจัยของคณะได้รับการยอมรับในระดับสากล เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง ‘แพทย์นักวิจัย’ และ ‘นักนวัตกรรม’ ที่มีทักษะแห่งอนาคต โดยความสำเร็จในโครงการนี้ที่นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วเรศ จันทร์เจริญ และคณะวิจัย จะเป็นแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ให้กับนักศึกษาแพทย์ บุคลากร และนักวิจัยรุ่นใหมรในการคิดนอกกรอบเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์พัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมในอนาคต พร้อมทั้งขอขอบพระคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุน ทั้งหน่วยงานภายในราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์อย่างคณะนวัตกรรมอาหารและโภชนาการ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และหน่วยงานภายนอก ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) GISTDA สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และหน่วยงานพันธมิตรอีกหลายแห่ง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วเรศ จันทร์เจริญ อาจารย์ผู้พัฒนาโครงการ TIGERS-X ได้เจาะลึกถึงรายละเอียดนวัตกรรมว่า โครงการนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จหลังจากประเทศไทยเคยเข้ารอบ 1 ใน 10 ของโครงการ Deep Space Food Challenge ของ NASA ในปี 2565 (ในนามทีม KEETA) โดยทีมวิจัยได้ท้าทายตนเองด้วยเทคโนโลยีแกนหลักอย่าง Lab-on-a-chip ซึ่งเป็นการออกแบบไมโครชิปที่ย่อส่วนห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ขนาดใหญ่ให้ลงมาอยู่ในระดับชิปขนาดเท่ากับนามบัตรต่อกันเพียง 2 ใบ ทำให้สามารถย่อขนาดชุดการทดลอง (Payload) ทั้งหมดให้เหลือขนาดกะทัดรัดเท่าโน้ตบุ๊กเพื่อความเหมาะสมในการขนส่งทางอวกาศ โดยโจทย์ทางวิทยาศาสตร์หลักที่ต้องการศึกษาคือปรากฏการณ์อิมัลชัน (Emulsification) ซึ่งเป็นการผสมกันของของเหลวที่ไม่สามารถเข้ากันได้อย่างน้ำและน้ำมัน ซึ่งเป็นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์อาหารและเวชภัณฑ์ มีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมเชิงโมเลกุลโดยปราศจากการรบกวนของแรงโน้มถ่วงบนพื้นโลก เบื้องต้นคณะวิจัยได้ทำการทดลองบนเที่ยวบินสภาวะไร้น้ำหนัก (Zero-G Flight) พบว่าน้ำกับน้ำมันสามารถผสมกันได้โดยไม่ต้องอาศัยแรงกล (static mixing) ตรงกับสมมติฐานที่ได้ตั้งไว้ข้างต้น จึงได้ขยายผลไปสู่การทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station: ISS) ที่สามารถศึกษาพฤติกรรมดังกล่าวได้ในระยะเวลานานขึ้น ทั้งนี้ ชุดทดลอง TIGERS-X ได้เริ่มเปิดระบบเพื่อเชื่อมต่อสัญญาณกับสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ได้สำเร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อคืนวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 22.00 น. ที่ผ่านมา และได้รับข้อมูลการทดลองชุดแรกส่งตรงจากอวกาศกลับมายังห้องควบคุมพื้นโลกอย่างสด ๆ ร้อน ๆ โดยผลการทดลองในเบื้องต้นพบว่า ในสภาวะสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง แรงตึงผิวจะกลายเป็นแรงหลักที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของของเหลว ทำให้เห็นน้ำเป็นเส้นโค้งที่ชัดเจน ส่งผลให้น้ำมันและน้ำไม่แยกชั้นกัน และผสมกันได้ดีขึ้นกว่าบนโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ดร.วเรศ เผยต่อว่า การผลิตและส่งชุดปฏิบัติการ Lab-on-a-chip ฝีมือคนไทยขึ้นไปในครั้งนี้ ได้สร้างผลผลิตและโอกาสครั้งสำคัญให้กับวงการอุตสาหกรรมไทยและระดับสากลใน 6 มิติหลัก ได้แก่:
1. เทคโนโลยี Lab-on-a-chip: ห้องทดลองขนาดเล็กเท่าชิปหรือการย่อส่วนแล็บสำหรับการวิจัยชีวการแพทย์ขั้นสูง เช่น การวิจัยเซลล์มะเร็งและการตกผลึกยาในอวกาศ ซึ่งเป็น Frontier Research ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ ซึ่ง Lab-on-a-chip เป็นหัวใจสำคัญของการทดลองครั้งนี้ซึ่งเป็นการปล่อยของเหลวให้ไหลในห้องทดลองขนาดเล็กเท่าชิป (Lab-on-a-Chip) ซึ่งมีรูปทรงเรขาคณิต ที่มีชื่อเรียกว่า Tesla Valve มีหน้าที่ทำให้เกิดกระแสปั่นป่วน (turbulence) จากการเคลื่อนที่ของของเหลวไหลภายในรูปทรงเรขาคณิตเป็นเหตุให้ ของเหลวเกิดการผสมกันอย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งของเหลวที่ใช้ในการทดสอบผสม ได้แก่ โภชนาการทางหลอดเลือด
2. ระบบ On-board Computer (OBC) ฝีมือไทย: คอมพิวเตอร์ควบคุมขนาดจิ๋วที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นเองเพื่อสั่งการชิป และผ่านการทดสอบมาตรฐานขั้นสูงทางทหาร (MIL Standard หรือ Military Standard) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าทำงานบนอวกาศได้อย่างสมบูรณ์แบบ สามารถส่งข้อมูลกลับมาบนโลกแบบ Real-time และปรับพารามิเตอร์การทดลองกลับขึ้นไปได้ในระดับนาที
3. การยกระดับชิ้นส่วนอุตสาหกรรมในประเทศ (COTS): การนำชิ้นส่วนเชิงพาณิชย์ทั่วไป (Commercial off-the-shelf) จากอุตสาหกรรมในไทย เช่น โอริงป้องกันการรั่วซึมจากของเหลว หรือถุงและระบบซีลท่อเกลียว มาพัฒนาและทดสอบจนผ่านมาตรฐานอวกาศสากล
4. ความพร้อมด้านการทดสอบมาตรฐานอวกาศในไทย: ความร่วมมือกับศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ภายใต้ สวทช. ในการทดสอบจนผ่านมาตรฐาน MIL Standard ได้สำเร็จส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพในการรับจ้างทดสอบมาตรฐานอวกาศให้แก่ต่างประเทศได้ในราคาที่แข่งขันได้
5. ความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับสากล (Cyber Security): ห้องปฏิบัติการ ณ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒนของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ผ่านการรับรองความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูงสุดจาก NASA และ ESA (องค์การอวกาศยุโรป) ทำให้มีท่อสัญญาณตรงเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติโดยมีความล่าช้า (Latency) ของสัญญาณเพียงประมาณ 1 วินาทีเท่านั้น
6. แพลตฟอร์มวิทยาศาสตร์แบบเปิด (Open Science and Platform): ทีมงานได้จัดทำระบบ Dashboard เพื่อให้ผู้ที่สนใจและนักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ สามารถเข้ามาติดตามสถานะการทำงานสด ๆ ของ TIGERS-X บนอวกาศได้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้ร่วมเรียนรู้ไปพร้อมกัน
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้กล่าวเพิ่มเติมด้วยความตื่นเต้นและยินดีอย่างยิ่งว่า “นี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และเป็นการ Breakthrough (ก้าวข้ามขีดจำกัด) ครั้งสำคัญของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศไทย ในอดีตตั้งแต่มีการศึกษาวิจัยเรื่องอวกาศมาเกือบ 100 ปี คนไทยทำได้เพียงแค่นั่งมองประเทศอื่นทำ แต่วันนี้ด้วยงบประมาณจากกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ตั้งมา 7 ปี เราได้พิสูจน์แล้วว่าคนไทยสามารถผลิตเทคโนโลยีที่เป็นชิปอย่างกระบวนการ Lab-on-board ได้ด้วยตัวเอง เครื่องมืออุปกรณ์และท่อขนาดเล็กทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือคนไทย และสื่อสารตรงสู่อวกาศได้ด้วยตัวเอง ซึ่งช่วยยกระดับคุณค่าชีวิตและความภาคภูมิใจของคนไทยให้ไปยืนอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก (Global Value Chain) ของเศรษฐกิจอวกาศได้อย่างเต็มภาคภูมิ”
บทสรุปและทิศทางการต่อยอดโครงการในอนาคตความสำเร็จในการส่ง Lab-on-a-chip ขึ้นไปปฏิบัติการภายใต้สภาวะไร้แรงโน้มถ่วง (Microgravity) จะถูกนำไปต่อยอดเพื่อสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในอนาคตอันใกล้หลากหลายมิติ ดังนี้:
• การปฏิวัติวงการยารักษามะเร็ง (Anti-Cancer Drug R&D): เทคโนโลยี Lab-on-a-chip นี้จะถูกต่อยอดนำไปใช้ทำแบบจำลองอวัยวะขนาดเล็ก (Organoid) หรือบรรจุเซลล์มะเร็งเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของยารักษามะเร็ง ซึ่งการทดลองภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำจะช่วยให้การผสมสารและการดูดซึมยาทำได้ดีขึ้นอย่างมาก ถือเป็นยุทธศาสตร์วิจัยหลักของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ในการคิดค้นยารักษามะเร็งที่ออกฤทธิ์ได้เต็มประสิทธิภาพเฉพาะจุด 100% เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของประชากรไทย
• ด้านการแพทย์แม่นยำเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine): องค์ความรู้พื้นฐานจากการผสมสารอาหารทางหลอดเลือดดำ (TPN) ที่ผสมได้กลมกลืนและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นในอวกาศ จะถูกนำกลับมาออกแบบทฤษฎีการผสมสารอาหารและนวัตกรรมระบบอัตโนมัติในการผลิตอาหารทางการแพทย์ที่จำเพาะเจาะจงและปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับผู้ป่วยแต่ละบุคคลบนโลก
• การสร้างเทคโนโลยีห้องไร้แรงโน้มถ่วง: สกสว. และทีมวิจัยตั้งเป้าหมายที่จะนำข้อมูลที่ค้นพบในภารกิจนี้ มาจำลองและสร้างโครงสร้างพื้นฐาน “ห้องจำลองสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง” ขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้สามารถการพัฒนาศักยภาพการผลิตและพัฒนาอุตสาหกรรมยาและเครื่องมือแพทย์ขั้นสูงเฉพาะจุดได้เองในประเทศ
• การเป็นแพลตฟอร์มทดลองอวกาศเอนกประสงค์: ชุดทดลอง TIGERS-X ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน MIL Standard และผ่าน Cyber Security ท่อตรงสู่สถานีอวกาศของ NASA และ ESA แล้ว จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มสำเร็จรูปที่เปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์และบริษัทนวัตกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยสามารถนำแผ่นชิป (Lab-on-a-chip) งานวิจัยใหม่ ๆ มาเชื่อมต่อและส่งขึ้นไปทดลองบนอวกาศได้ทันที ช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนลงได้มหาศาลและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอวกาศของไทยให้เติบโต
ทั้งนี้ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ยังได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งจะเดินทางมาเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของโครงการ TIGERS-X เพื่อร่วมรับชมการเชื่อมต่อข้อมูลจากอวกาศ ในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดและปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การวางรากฐานสู่ประเทศรายได้สูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ในงาน “CRA THINK SHARE : INNOVATIONS & INVENTIONS FORUM 2026” โครงการประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและการจัดแสดงนิทรรศการผลงานนวัตกรรมราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนและนวัตกรไทยรุ่นใหม่ต่อไป สามารถร่วมติดตามและเจาะลึกเบื้องหลัง TIGERS-X ภารกิจประวัติศาสตร์นี้ไปพร้อมกับศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ใน Live Shanergy X TIGERS-X วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.00 น. ทาง Facebook & YouTube – @YodchananWongsawat
ข้อมูลโครงการ TIGERS-X >> https://www.cra.ac.th/th/news_activities/view/TIGERS-X
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ (URL: https://www.cra.ac.th )











