สัปดาห์นมแม่โลก 1-7 สิงหาคม 2569
World Breastfeeding Week 1-7 August 2026
Breastfeeding for a Sustainable Start in Life: Strengthen What Works
นมแม่เพื่อจุดเริ่มต้นชีวิตที่ยั่งยืน: ต่อยอดความสำเร็จ
ในทุก ๆ ปี สัปดาห์นมแม่โลกเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทั่วโลกร่วมกันรณรงค์ ส่งเสริม และสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะ “นมแม่” ไม่ได้เป็นเพียงอาหารของทารก แต่เป็นรากฐานสำคัญของโภชนาการ สุขภาพ พัฒนาการ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
สำหรับปี 2569 World Breastfeeding Week ให้ความสำคัญกับแนวคิด
“Breastfeeding for a Sustainable Start in Life: Strengthen What Works”
หรือ “นมแม่เพื่อจุดเริ่มต้นชีวิตที่ยั่งยืน: ต่อยอดความสำเร็จ”
หัวใจสำคัญของการรณรงค์ในปีนี้ คือการติดตามความก้าวหน้า ประเมินผลลัพธ์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และเรียนรู้จากสิ่งที่ทำแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี โดยเฉพาะในด้านโภชนาการ ความมั่นคงทางอาหาร และการลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว
นมแม่เป็นแหล่งอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทารก มีสารอาหารครบถ้วน ย่อยง่าย และมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องลูกจากการติดเชื้อหลายชนิด การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการและสุขภาพที่ดีในระยะยาว ขณะเดียวกันยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณแม่ เช่น ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ ช่วยเผาผลาญพลังงานและควบคุมน้ำหนักหลังคลอด ส่งเสริมสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก และลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ โรคเบาหวาน
นอกจากนี้ นมแม่ยังเป็นแหล่งอาหารจากคุณแม่สู่ลูกโดยตรง ไม่ต้องซื้อหา ไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และประหยัด ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว ส่งเสริมความเท่าเทียมทางโภชนาการ และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงทางอาหารในสังคม
องค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟจึงแนะนำให้เริ่มให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก จากนั้นเริ่มอาหารตามวัยที่เหมาะสมควบคู่กับการให้นมแม่ต่อเนื่องจนถึงอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้น
สถานการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในประเทศไทย
แม้ประเทศไทยจะมีการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มาอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อมูลล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า เรายังมีความท้าทายสำคัญที่ต้องร่วมกันแก้ไข ข้อมูลจากการสำรวจ Multiple Indicator Cluster Survey หรือ MICS ปี 2565 พบว่า เด็กแรกเกิดในประเทศไทยได้รับนมแม่ในวันแรกของชีวิตสูงถึงร้อยละ 97.3 แสดงให้เห็นว่าแม่ส่วนใหญ่เริ่มต้นให้นมแม่ได้ อย่างไรก็ตามอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวจนครบ 6 เดือนเหลืออยู่เพียงร้อยละ 28.6 ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายระดับประเทศที่ต้องการและทั่วโลกที่ตั้งเป้าไว้ร้อยละ 50
ขณะเดียวกัน เมื่อติดตามอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เมื่อเด็กอายุ 1 ปีอยู่ที่ร้อยละ 31.3 และที่เด็กอายุ 2 ปีเหลือเพียงร้อยละ 18.7 สะท้อนให้เห็นว่า แม้หลายครอบครัวจะเริ่มต้นให้นมแม่ในวันแรกๆได้สำเร็จ แต่การประคับประคองให้แม่สามารถให้นมได้ต่อเนื่องยังต้องการระบบสนับสนุนที่เข้มแข็งมากขึ้น
สาเหตุสำคัญที่ทำให้แม่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวได้ครบ 6 เดือน ได้แก่ แม่รู้สึกว่าน้ำนมไม่เพียงพอ กังวลว่านมแม่อาจมีสารอาหารไม่พอ และความจำเป็นต้องกลับไปทำงาน ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนว่า การส่งเสริมนมแม่ไม่ใช่เพียงการให้ความรู้เท่านั้น แต่ต้องมีการดูแล แก้ปัญหา และสนับสนุนแม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในโรงพยาบาล ที่บ้าน ที่ทำงาน และในชุมชน
ต่อยอดความสำเร็จ เสริมพลังสิ่งที่ได้ผล
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของแม่เพียงคนเดียว ความสำเร็จของการให้นมแม่เกิดจาก “สายใยแห่งการสนับสนุน” ตั้งแต่ครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ สถานพยาบาล นายจ้าง ชุมชน ไปจนถึงนโยบายสาธารณะ
สิ่งที่ได้ผลและควรได้รับการเสริมพลัง ได้แก่ การให้ข้อมูลที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ การช่วยให้แม่และลูกได้เริ่มดูดนมเร็วหลังคลอด การประเมินและแก้ปัญหาน้ำนมอย่างเหมาะสม การมีคลินิกนมแม่หรือทีมสุขภาพที่ให้คำปรึกษาได้จริง การติดตามหลังคลอด และการสนับสนุนเมื่อแม่ต้องกลับไปทำงาน เช่น การมีมุมนมแม่ในสถานที่ทำงาน เวลาสำหรับบีบเก็บน้ำนม และความเข้าใจจากผู้ร่วมงาน
ในช่วงหลังคลอด โดยเฉพาะ 1–2 สัปดาห์แรก แม่จำนวนมากอาจเผชิญความกังวล ความเหนื่อยล้า หรือความไม่มั่นใจว่าลูกได้รับนมเพียงพอหรือไม่ หากได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องและทันเวลา แม่จะมีความมั่นใจมากขึ้น และมีโอกาสประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่อง
โรงพยาบาลกับบทบาทในการสนับสนุนนมแม่
โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์มีบทบาทสำคัญในการปกป้อง ส่งเสริม และสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนคลอด การส่งเสริมให้ลูกได้สัมผัสแม่และเริ่มดูดนมเร็วหลังคลอด การให้คำปรึกษาเรื่องท่าให้นม การเข้าเต้า การบีบเก็บน้ำนม รวมถึงการดูแลปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น เจ็บหัวนม เต้านมคัด น้ำนมมาช้า หรือแม่กังวลว่าน้ำนมไม่พอ
ในโอกาสสัปดาห์นมแม่โลก 2569 โรงพยาบาลขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ให้ทุกครอบครัวเห็นความสำคัญของนมแม่ และร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างยั่งยืน
เพราะการสนับสนุนแม่หนึ่งคน คือการสนับสนุนสุขภาพของเด็กหนึ่งคน ครอบครัวหนึ่งครอบครัว
และอนาคตของสังคมทั้งสังคม
นมแม่…ช่วยสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีให้ลูกน้อยเติบโตอย่างแข็งแรง




